แวะเที่ยวมรดกโลก 2 แห่งที่จังหวัดฮิโรชิมะ

จังหวัดฮิโรชิมะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น เคยโดนระเบิดปรมาณูในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ในวันนี้ ฮิโรชิมะกลายเป็นเมืองเขียวชอุ่มที่มีเสน่ห์น่าท่องเที่ยว และมีมรดกโลกสองแห่งได้แก่ Itsukushima jinja (ศาลเจ้าชินโตที่ตั้งอยู่บนเกาะ Miyajima) และ สวนสันติภาพ Hiroshima Peace Memorial Park นอกจากนี้ยังสถานที่ท่องเที่ยวที่ชาวไทยยังไม่ค่อยรูจักได้แก่เมือง Onomichi มีวัดเล็กๆน่ารักและที่มีประวัติที่น่าสนใจ

เราสามารถเดินทางไปเที่ยวฮิโรชิมะด้วยตัวเอง หรือหากต้องการเดินทางกับบริษัททัวร์ก็ทำได้เนื่องจากมีบริษัททัวร์ในไทยหลายแห่งขายทัวร์ไปเที่ยวฮิโรชิมะแล้วนะคะ

ศาลเจ้า Itsukushima Jinja

ศาลเจ้า Itsukushima Jinja ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 2009 ในฐานะที่เป็นสถาปัตยกรรมเกี่ยวกับศาสนาที่มีความวิจิตรตระการตา มีประวัติอันยาวนานและตั้งอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติอันงดงาม

จากท่าเรือที่ฝั่งฮิโรชิมะ นั่งเรือข้ามฟากใช้เวลาประมาณ 10 นาทีข้ามไปยังท่าเรือของเกาะ Miyajima เดินต่ออีกไม่ถึงสิบนาทีก็จะพบกับประตูทางเข้าศาลเจ้า Ootorii อ่านออกเสียงว่า โอโทริอิ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของที่นี่ ประตูลอยอยู่ในทะเล เวลาน้ำขึ้นเราอาจนั่งเรือไปผ่านเข้าประตูได้อย่างในภาพ และในเวลาที่น้ำลงเราสามารถลงไปเดินลอดใต้ประตูได้เช่นกัน

ศาลเจ้า Itsukushima นี้มีจุดเด่นตรงที่ถูกสร้างให้ยื่นออกมาในทะเล เวลานั่งเรือมาใกล้ๆ ในวันที่น้ำทะเลหนุนสูงจะมองเห็นเหมือนกับว่าตัวศาลลอยอยู่บนเหนือท้องทะเลจริงๆ ตัวศาลมีสีแดงชาด สีสรรสดใสตัดกับขุนเขาสีเขียวทางด้านหลัง ลักษณะสถาปัตยกรรมของที่นี่ถูกสร้างขึ้นตามแบบ Shinden style ซึ่งเป็นแบบที่นิยมสร้างกันมากในช่วงศตวรรษที่ 10 หากมองดูจากบนฟ้าลงมาจะเห็นตัวศาลเหมือนรูปนกกำลังกางปีกบินอยู่

คนญี่ปุ่นในสมัยโบราณเป็นจำนวนมากเชื่อว่าตัวเกาะมีความศักดิ์สิทธิ์ เหมือนตัวเกาะเป็นเทพเจ้า จึงมีคนเดินทางมาที่นี่มาก ดังนั้น จึงมีการสร้างศาลขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 6 หลังจากนั้น Taira no Kiyomori ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลมากในสม้ัยนั้นตั้งใจให้ที่ศาลเจ้านี้เป็นศาลประจำตระกูลของตนจึงเป็นผู้สนับสนุนในการก่อสร้างศาลอย่างที่เห็นในปัจจุบันขึ้น สร้างแล้วเสร็จในช่วงปี 1168 ตัวศาลเคยถูกไฟไหม้สองครั้งและถูกมรสุมทำลายไปหนึ่งครั้งในช่วงศตวรรษที่ 12-13 จากนั้นมีการบูรณะจนได้รูปทรงอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ทางเดินภายในศาลเจ้า Itsukushima Jinja มีความยาวรวมทั้งสิ้น 300 เมตร เป็นตัวเชื่อมศาลหลักและศาลาเล็กๆ อีกหลายจุดเข้าด้วยกัน

ออกจากตัวศาลเจ้า Itsukushima ใกล้ๆ บริเวณนั้นมีถนนที่เต็มไปด้วยร้านรวงเล็กๆให้เดินเลือกซื้อของที่ระลึกและของฝาก ในบรรดาขนมที่ขึ้นชื่อของที่นี่ ขอแนะนำ Momiji Manju ขนมแป้งอบใส้ถั่วแดงที่ทำรูปร่างให้เหมือนกัน “ใบไม้แดง” ที่มีห้าแฉก (Momiji แปลว่าใบเมเปิ้ล ส่วน Manju แปลว่าขนมแป้งอบยัดไส้ถั่วแดง)

หลังจากแวะศาลเจ้าแล้วหากยังมีเวลาพักผ่อนหย่อนใจบนเกาะนี้อีกก็สามารถใช้บริการ Miyajima Ropeway ขึ้นไปยังจุดชมวิวที่ตั้งอยู่บนยอดเขาของตัวเกาะ Miyajima ได้เช่นกัน

ในฤดูร้อนมีการยิงดอกไม้ไฟจากกลางทะเลที่ศาลเจ้า Itsukushima นี้ทุกปีนะคะ ปีนี้จัดเป็นปีที่ 40 แล้ว งานดอกไม้ไฟในปี 2556 นี้จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม เริ่มจุดดอกไม้ไฟตั้งแต่ 19:40 น. เป็นต้นไป โดยจุดเกือบต่อเนื่องยาวนานถึงหนึ่งชั่วโมงเต็ม

การเดินทาง ลงรถไฟที่สถานี Miyajimaguchi แล้วเดินห้านาทีไปถึงท่าเรือ เรานั่งเรือจากท่าเรือไปยังเกาะ Miyajima ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาที จากนั้นเดินต่ออีกสิบนาทีถึงศาลเจ้า Itsukushima

หากคุณใช้บัตร Japan Rail Pass สามารถใช้พาสนั่งเรือข้ามไปยังเกาะ Miyajima ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาล Itsukushima ที่เป็นมรดกโลกได้ด้วย

สวนสันติภาพ Hiroshima Peace Memorial Park 

เมื่อมาถึงจังหวัดฮิโรชิมะแล้วเชิญหาโอกาสมาศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของที่นี่สักหน่อย แนะนำแวะที่สวนสันติภาพ Hiroshima Peace Memorial Park ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ภายในมีสัญลักษณ์ของสันติภาพ รวมทั้งมีพิพิธภัณฑ์สันติภาพด้วย

อาคารที่เห็นในภาพเป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันว่า A-Bomb Dome หรือ Atomic Bomb Dome จริงๆ แล้วถูกออกแบบโดยสถาปนิคชาวเชค ชื่อว่า Jan Letzel สร้างเสร็จในปี 1915 แรกเริ่มเดิมทีอาคารนี้ทำหน้าที่เป็น The Hiroshima Prefectural Commercial Exhibition Hall จากนั้นเปลี่ยนเป็นอาคารอื่น จนกระทั่งช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่นี่กลายเป็นที่ทำการของรัฐ ในภาพจะเห็นตึกที่มีตัวอักษร P ตรงนั้นคือจุดที่ระเบิดปรมาณูลงค่ะ โดยระเบิด 600 เมตรสูงจากพื้นดิน เมื่อคราวที่ระเบิดลงเมืองทั้งเมืองหายวาบไปในพริบตาด้วยความร้อน และแรงระเบิด แต่ตัวอาคารบอมโดมในภาพนี้แทบจะอยู่ใต้จุดระเบิดจึงทำให้ได้รับแรงน้อยกว่า และยังคงเหลือสภาพตึกมาให้เราเห็นในปัจจุบัน

เดินต่อมาอีกนิดจะเจออนุสาวรีย์เด็กหญิง Sadako เคยได้ยินเรื่องเด็กหญิงซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัวไหมคะ น้องเค้ามีตัวตนอยู่จริง รอดตายจากระเบิดปรมาณูตอนอายุสองขวบ แต่ใช้ชีวิตหลังจากนั้นกับการต่อสู้กับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) ซึ่งเกิดจากผลพวงจากระเบิดปรมาณู ชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าหากพับกระดาษเป็นรูปนกกระเรียนให้ครบ 1000 ตัวแล้วเทพเจ้าจะช่วยให้เราสมหวัง เรื่องเล่าต่อกันมาว่า น้องซาดาโกะอยากจะพับแต่เนื่องจากกระดาษเป็นสิ่งที่หายากในสมัยนั้น จึงเอากระดาษที่ห่อยามาพับแทน แต่น้องเสียชีวิตไปก่อนที่จะพับได้ครบ 1000 ตัว โอย เศร้าเหลือเกิน อนุสาวรีย์นี้ตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงน้องซาดาโกะและคนอื่นๆที่ต้องทนทรมาน จากผลของระเบิดปรมาณู ตั้งไว้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนอย่ากลับไปทำผิดแบบเดิม โดยการฆ่ามนุษย์ด้วยกันด้วยระเบิดปรมาณูอีก

ข้างๆ อนุสาวรีย์น้องซาดาโกะ มีนกกระเรียนประดับอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นนกกระเรียนกระดาษที่คนทั่วญี่ปุ่นและคนทั่วโลกพับมา แล้วมาวางประดับไว้ที่ข้างๆอนุสาวรีย์นี้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้นึกถึงสันติภาพ… หากคุณไปฮิโรชิมะอย่าลืมพับนกกระเรียนพันตัวไปวางที่สวนสันติภาพนี้ด้วยนะคะ หากมีเวลาเชิญแวะที่พิพิธภัณฑ์ด้วย แล้วคุณจะได้เห็นถึงสิ่งที่มนุษย์สูญเสียไปในสงคราม และได้ตระหนักถึงคำว่าสันติภาพค่ะ..

ที่นี่ไม่ได้มีแต่เรื่องเศร้านะคะ เห็นความเขียวชอุ่มของที่นี่ไหม สีเขียวที่นี่เป็นเฉดที่ต่างจากบ้านเรา คงเพราะพันธุ์ของต้นไม้ไม่เหมือนกัน ที่จังหวัดฮิโรชิมะนี้อาหารขึ้นชื่อคือ หอยนางรมและส้มค่ะ อาหารที่น่าสนใจอีกอย่างคือโอโคโนมิยากิ น่าสนใจเพราะใส้ใส่เป็นเส้น นอกจากนี้ ข้างๆสวนสันติภาพมีถนนชอปปิ้งนะคะ ชื่อ Hondori เปลี่ยนบรรยากาศให้จิตใจเบิกบาน เดี๋ยวนี้ฮิโรชิมะสงบ สวยงาม และสนุกกับการกินการช็อปแล้วนะคะ

ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2013

จดหมายข่าวอื่นๆ