ภูมิภาคชูโงะคุ ดินแดนแห่งมนต์เสน่ห์!

หุบเขาซันดังเคียว (Sandankyo Gorge)
chugoku-01

© Hiroshima Prefecture

ศาลเจ้าโมะโตะโนะซุมิอินะริ (Motonosumi Inari Shrine)
chugoku-02

© Yamaguchi Prefecture

เชื่อว่าแม้แต่ผู้ที่เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ทั้งโตเกียว (Tokyo) โอซาก้า (Osaka) ฮอกไกโด (Hokkaido) ฟุคุโอกะ(Fukuoka) ก็ตาม ก็น่าจะยังมีหลายคนทีเดียวที่ยังไม่เคยได้มีโอกาสไปเยือนอย่างภูมิภาคชูโงะคุ (Chugoku)

ภูมิภาคชูโงะคุ (Chugoku) ตั้งอยู่ระหว่างภูมิภาคคันไซ (Kansai) กับภูมิภาคชิโกะคุ (Shikoku) และคิวชู (Kyushu) เต็มไปด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์และวัดวาอารามเก่าแก่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากมาย อีกทั้งยังอุดมไปด้วยอาหารทะเลสดๆ และพืชผักนานาชนิดจากบนเขา นอกจากนี้ยังอยู่ใกล้กับคาบสมุทรเกาหลีและมีการติดต่อแลกเปลี่ยนกันมาแต่ยุคโบราณ จึงก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นในดินแดนแห่งนี้ ในวันนี้จะขอแนะนำให้รู้จักกับ 5 จังหวัดที่เต็มไปด้วยเสน่ห์น่าสนใจ ได้แก่ ทตโตริ (Tottori) ชิมะเนะ (Shimane) โอคะยะมะ (Okayama) ฮิโรชิมะ (Hiroshima) และยะมะงุชิ (Yamaguchi) สำหรับผู้ที่อยากจะวางแผนไปเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูใบไม้ร่วงซึ่งเป็นฤดูที่เที่ยวง่ายที่สุดในรอบปีและงดงามด้วยทิวทัศน์ใบไม้เปลี่ยนสีด้วย

ทตโตริ (Tottori)

เนินทรายทตโตริ (Tottori Sand Dunes)
chugoku-03

© Tottori Prefecture

ภูเขาไดเซ็น (Mt. Daisen)
chugoku-04

© Tottori Prefecture

จังหวัดทตโตริ (Tottori) เป็นจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ ด้านเหนือหันหน้าออกสู่ทะเลญี่ปุ่น (Sea of Japan) และพื้นที่ด้านในก็เป็นที่ตั้งของภูเขาชื่อดังอย่างภูเขาไดเซ็น (Mt. Daisen) ที่สามารถเล่นสกีได้ด้วย

ไฮไลต์ที่โดดเด่นที่สุดได้แก่ “เนินทรายทตโตริ (Tottori Sand Dunes)” ทิวทัศน์ยิ่งใหญ่ตระการตาราวกับทะเลทรายเช่นนี้ ในญี่ปุ่นสามารถหาชมได้เฉพาะเพียงที่นี่เท่านั้น และยิ่งไปกว่านั้นในฤดูใบไม้ร่วงจะมีโอกาสที่ผิวของเนินทรายทตโตริจะเรียงตัวเป็นแนวริ้วที่เรียกว่า “ริ้วคลื่น” ได้บ่อยครั้งกว่าในฤดูอื่นมาก สำหรับผู้ที่อยากเห็นรอยริ้วคลื่นที่สวยงามปราศจากรอยเท้าผู้คนเหยียบย่ำ ขอแนะนำให้ไปในช่วงเช้าตรู่ที่ยังมีนักท่องเที่ยวไม่มากนักจะดีกว่า

นอกจากนี้ทิวทัศน์ใบไม้เปลี่ยนสีของจังหวัดทตโตริยังงดงามมากอีกด้วย สถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีแนะนำของที่นี่ได้แก่ ภูเขาไดเซ็น (Mt. Daisen) ภูเขาเซ็นโจ (Mt. Senjo) และที่อิคโคกะนารุ (Ikkoganaru) เป็นต้น ซึ่งตามภูเขาต่างๆ จะเริ่มแต่งแต้มด้วยสีสันกันตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม และเข้าสู่ช่วงทัศนียภาพใบไม้เปลี่ยนสีเต็มที่ในช่วงตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน

บนถนนสายมิซุกิชิเงะรุ (Mizuki Shigeru Road) ซึ่งเต็มไปด้วยรูปปั้นสำริดของเหล่าภูติ ที่ชิเงะรุ มิซุกิ (Shigeru Mizuki) นักเขียนการ์ตูนชื่อดังผู้มีภูมิลำเนาอยู่ที่ซะคะอิมินาโตะ (Sakai Minato) เป็นผู้วาดขึ้นเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ เรียงรายอยู่กว่า 170 ตัวนั้น ก็ได้ทำการบูรณะซ่อมแซมจนแล้วเสร็จและเพิ่งกลับมาเปิดให้ได้เที่ยวชมกันอีกครั้งเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมานี้เอง นับเป็นอีกจุดหนึ่งที่ควรหาโอกาสไปชมให้ได้

รายละเอียดสถานที่เพิ่มเติม

ที่อยู่
Tottori Tourist Information Center

(ภายในบริเวณสถานีรถไฟ JR Tottori Station)
117 Higashihonji-cho, Tottori-shi, Tottori

แผนที่
การเดินทาง จากสถานี Shin-Osaka โดยสารรถไฟ JR Super Hakuto ไปลงที่สถานี Tottori ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 40 นาที
เวลาทำการ 08:30 – 17:00 น.
ระยะเวลาทำการ ตลอดปี
วันหยุด 31 ธันวาคม – 1 มกราคม
ค่าใช้จ่าย ฟรี
เว็บไซต์ (ภาษาญี่ปุ่น) https://www.tottori-guide.jp/sp/
http://www.torican.jp/
เว็บไซต์ (ภาษาอังกฤษ) http://www.tottori-tour.jp/en/
http://www.torican.jp/english
เว็บไซต์ (ภาษาไทย)

ชิมะเนะ (Shimane)

ศาลเจ้าอิซุโมะไทฉะ (Izumo-Taisha Grand Shrine)
chugoku-05

© Shimane Prefecture

สวนนกมัตสึเอะ (Matsue Vogel Park)
chugoku-06

© Shimane Prefecture

จังหวัดชิมะเนะ (Shimane) มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะดินแดนที่สถิตย์ของเหล่าเทพเจ้าและเต็มไปด้วยแหล่งรับพลังเสริมดวงชะตามากมาย สาเหตุที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นแหล่งที่สถิตย์ของเหล่าเทพเจ้านั้นก็มาจากเรื่องราวที่เล่าขานต่อๆ กันมาว่าที่ “ศาลเจ้าอิซุโมะไทฉะ (Izumo-Taisha Grand Shrine)” ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนชิมะเนะนั้น เมื่อถึงเดือนตุลาคมของทุกปี เหล่าทวยเทพจากทั่วญี่ปุ่นก็จะมารวมตัวกันเพื่อหารือเกี่ยวกับโชคชะตาด้านความรักและผลการเก็บเกี่ยวของปีถัดไปกันนั่นเอง เชื่อกันว่าหากได้มาสักการะศาลเจ้าอิซุโมะไทฉะซึ่งเป็นแหล่งรับพลังเสริมดวงชะตาระดับแนวหน้าของญี่ปุ่นแห่งนี้แล้วก็จะมีโชคลาภสมหวังในเรื่องความรัก ปัจจุบันนี้ที่นี่จึงเต็มไปด้วยผู้ที่มาสักการะกันเป็นคู่ หรือผู้ที่กำลังแอบชอบใครสักคนอยู่เดินทางมาสักการะขอพรกันจากทั่วโลกเลยทีเดียว

นอกจากนี้ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในหมู่ผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวกันเป็นครอบครัวก็ได้แก่ สวนนกมัตสึเอะ (Matsue Vogel Park) ธีมพาร์คชานเมืองมัตสึเอะ (Matsue City) ที่สามารถเพลิดเพลินกับบรรดานกแสนน่ารักกว่า 90 สายพันธุ์ พร้อมด้วยดอกไม้สวยๆ จำนวนหลายพันชนิด และยังจะได้สัมผัสใกล้ชิดกับบรรดานกทั้งหลายตามบริเวณต่างๆ ภายในสวนอีกด้วย เช่นการแสดงโชว์นกต่างๆ รวมทั้งนกฮูก และขบวนพาเหรดนกเพนกวิน เป็นต้น สำหรับช่วงปลายเดือนตุลาคมในช่วงเทศกาล  ฮาโลวีนก็จะมีการจัดอีเวนต์ต่างๆ มากมาย เช่น ขบวนพาเหรดนกเพนกวินในชุดคอสเพลย์ และการแข่งขันทายน้ำหนักฟักทองฮาโลวีน เป็นต้น

* เว็บไซต์อ้างอิง : Matsue Vogel Park (ภาษาอังกฤษ)

รายละเอียดสถานที่เพิ่มเติม

ที่อยู่
Matsue International Tourist Information Center

(อยู่ภายในบริเวณสถานี JR Matsue Station)
665 Asahimachi, Matsue-shi, Shimane

แผนที่
การเดินทาง จากป้ายรถบัสหน้าสถานี Shin-Osaka โดยสารรถบัส Chugoku JR Bus Kunibiki ไปลงที่สถานี Matsue ใช้เวลา 4 ชั่วโมง 30 นาที
เวลาทำการ 09:00 – 19:00 น. (มิถุนายน – ตุลาคม) / 09:00 – 18:00 น. (พฤศจิกายน – พฤษภาคม)
ระยะเวลาทำการ ตลอดปี
วันหยุด ไม่มี
ค่าใช้จ่าย ฟรี
เว็บไซต์ (ภาษาญี่ปุ่น) https://www.kankou-matsue.jp/
เว็บไซต์ (ภาษาอังกฤษ) https://www.visit-matsue.com/
เว็บไซต์ (ภาษาไทย)

โอคะยะมะ (Okayama)

สวนโอคะยะมะโคระคุเอ็น (Okayama Koraku-en Garden)
chugoku-07

© Okayama Prefectural Tourism Federation

สวนโอคะยะมะโคระคุเอ็น (Okayama Koraku-en Garden)
chugoku-08

© Okayama Prefectural Tourism Federation

จังหวัดโอคะยะมะ (Okayama) เป็นจังหวัดที่มากไปด้วยสถานที่สวยงามเหมาะแก่การไปเยือน เช่น คุระชิกิ (Kurashiki) ย่านสวยที่เรียงรายไปด้วยอาคารโกดังกำแพงขาว และ ปราสาทบิตชูมัตสึยะมะ (Bitchu Matsuyama Castle) ปราสาทลอยฟ้าแสนสวยที่งามสง่าอยู่ท่ามกลางทะเลหมอกในช่วงฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูใบไม้ผลิ เป็นต้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สวนโอคะยะมะโคระคุเอ็น (Okayama Koraku-en Garden) 1 ใน 3 สวนสวยที่สุดในญี่ปุ่นที่ได้รับคำชมอย่างมากจากมิชลินไกด์นั้นก็เป็นสถานที่ห้ามพลาดเลยทีเดียว สวนนี้มีขนาดใหญ่และสวยงามตลอดทั้งปีแต่ที่นี่จะสวยที่สุดช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงและในช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายนก็จะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ประดับประดาไปด้วยแสงไฟไลท์อัพอีกด้วย จากสวนนี้เดินไปประมาณ 5 นาทีจะถึง ปราสาทโอคะยะมะ (Okayama Castle) ซึ่งเหล่าต้นเมเปิลและต้นแปะก๊วยที่สดสวยด้วยสีแดงและเหลืองจะตัดกันงดงามกับตัวปราสาทก็เป็นภาพที่สวยจับตาเช่นกัน

หากพอมีเวลาเหลือ ขอแนะนำให้ไปเยือนแถบอะชิโมะริ (Ashimori) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดด้วย หลังจากชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ สวนโอะมิซุเอ็น (Omizu-en Garden) และเดินเล่นชมเมืองสุดโรแมนติกแล้ว ขอแนะนำให้แวะไปวัดดังอย่าง วัดโฮฟุคุจิ (Hofuku-ji Temple) ทิวทัศน์ของบรรดาต้นไม้ที่แต่งแต้มไปด้วยสีสันสดสวยโดยมีอาคารวัดเป็นฉากหลังนั้นดูงดงามราวกับภาพในโปสการ์ดเลยทีเดียว

รายละเอียดสถานที่เพิ่มเติม

ที่อยู่
Okayama City Tourist Information Center

(อยู่ชั้น 2 ของสถานี JR Okayama Station)
1-1 Ekimotomachi, Kita-ku, Okayama-shi, Okayama

แผนที่
การเดินทาง จากสถานี Shin-Osaka โดยสารรถไฟ JR Sanyo Shinkansen ไปลงที่สถานี Okayama ใช้เวลา 50 นาที
เวลาทำการ 09:00 – 18:00 น.
ระยะเวลาทำการ ตลอดปี
วันหยุด 31 ธันวาคม – 1 มกราคม
ค่าใช้จ่าย ฟรี
เว็บไซต์ (ภาษาญี่ปุ่น) https://okayama-kanko.net/sightseeing/index.php
เว็บไซต์ (ภาษาอังกฤษ) https://okayama-kanko.net/sightseeing/
เว็บไซต์ (ภาษาไทย) https://okayama-kanko.net/sightseeing/th/

ฮิโรชิมะ (Hiroshima)

หุบเขาซันดังเคียว (Sandankyo Gorge)
chugoku-09

© Hiroshima Prefecture

ชิมะนะมิไคโด (Shimanami Kaido)
chugoku-10

© Hiroshima Prefecture

หากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่จะพลาดไม่ได้เลยเมื่อมาเยือนฮิโรชิมะ (Hiroshima) ก็ต้องเป็นในเมืองฮิโรชิมะ (Hiroshima City) ที่โดดเด่นด้วยโดมปรมาณู (Atomic Bomb Dome) และมิยะจิมะ (Miyajima) ที่โดดเด่นด้วยศาลเจ้าอิทสึคุชิมะ (Itsukushima Shrine) นั่นเอง

แต่หากต้องการจะสัมผัสกับฮิโรชิมะที่แสนสงบงดงามซึ่งจะชมได้เฉพาะในฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น ก็ขอแนะนำให้ออกไปย่านชานเมืองด้วย อย่างเช่น หุบเขาซันดังเคียว (Sandankyo Gorge) หนึ่งในหุบเขาตัวแทนของญี่ปุ่นยาว 16 กิโลเมตรในเมืองอะคิโอตะ (Akiota Town) ใกล้บริเวณรอยต่อกับจังหวัดยะมะงุชิ (Yamaguchi) ระหว่างทางยาวตามหุบเขามีน้ำตกกระจายอยู่หลายแห่ง และมีทางเดินแสนสะดวกที่สร้างไว้สำหรับให้เดินเล่นชมวิวอีกด้วย ทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยสีแดง เหลือง ส้ม และเขียวทั่วไปทั้งภูเขาดูราวกับผ้าผืนเล็กๆ หลากหลายลวดลายที่นำมาเย็บต่อกันเป็นผืนใหญ่นั้น ควรค่าแก่การเดินทางไปเที่ยวชมอย่างที่สุดเลยทีเดียว

นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่อยากลองขี่จักรยานไปตามถนนเหนือท้องทะเล ขอแนะนำให้ไปที่ ชิมะนะมิไคโด (Shimanami Kaido) ถนนเหนือท้องทะเลความยาวประมาณ 70 กิโลเมตร เป็นเส้นทางที่เชื่อมระหว่างโอะโนะมิจิ (Onomichi) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดกับอิมะบาริ (Imabari) ในจังหวัดเอะฮิเมะ (Ehime) ใช้เป็นสะพานเชื่อมไปยังเกาะแก่งจำนวนมาก บริเวณนี้มีร้านให้เช่าจักรยานกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ มากมาย ทำให้สามารถสนุกสนานเพลิดเพลินกับการปั่นจักรยานได้อย่างสะดวกสบายแม้จะเป็นนักท่องเที่ยวก็ตาม แต่การจะปั่นจักรยานเที่ยวให้ทั่วทั้งหมดภายในวันเดียวก็อาจจะเหนื่อยเกินไป แนะนำให้แบ่งเวลาอย่างน้อยสัก 2 วันแล้วค่อยๆ ปั่นเที่ยวไปเรื่อยๆ จะดีกว่า

* เว็บไซต์อ้างอิง :
Sandankyo Gorge (ภาษาอังกฤษ)
Shimanami Kaido (ภาษาอังกฤษ)

รายละเอียดสถานที่เพิ่มเติม

ที่อยู่
Hiroshima Tourist Information Center

(อยู่ภายในบริเวณสถานี JR Hiroshima Station)
Matsubaracho, Minami-ku, Hiroshima-shi, Hiroshima

แผนที่
การเดินทาง จากสถานี Shin-Osaka โดยสารรถไฟ JR Sanyo Shinkansen ไปลงที่สถานี Hiroshima ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที
เวลาทำการ 06:00 – 24:00 น.
ระยะเวลาทำการ ตลอดปี
วันหยุด ไม่มี
ค่าใช้จ่าย ฟรี
เว็บไซต์ (ภาษาญี่ปุ่น) https://www.hiroshima-navi.or.jp/
เว็บไซต์ (ภาษาอังกฤษ) https://www.hiroshima-navi.or.jp/en/
เว็บไซต์ (ภาษาไทย) https://www.hiroshima-navi.or.jp/th/

ยะมะงุชิ (Yamaguchi)

สวนสาธารณะโมมิจิดานิ (Momijidani Park)
chugoku-11

© Yamaguchi Prefectural Tourism Federation

ศาลเจ้าโมะโตะโนะซุมิอินะริ (Motonosumi Inari Shrine)
chugoku-12

© Yamaguchi Prefectural Tourism Federation

จังหวัดยะมะงุชิ (Yamaguchi) เป็นดินแดนที่ควรค่าแก่การไปเยือนด้วยโบราณสถานทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากมาย และแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นด้วยทิวทัศน์อันงดงามอย่างเช่น สะพานคินไตเคียว (Kintai-kyo Bridge) และ ถ้ำอะคิโยะชิโด (Akiyoshido Cave) เป็นต้น

สำหรับผู้ที่อยากไปชมทัศนียภาพที่งดงามแปลกตาออกไป ขอแนะนำให้ไปเยือน ศาลเจ้าโมะโตะโนะซุมิอินะริ (Motonosumi Inari Shrine) ที่อยู่เลียบฝั่งทะเลญี่ปุ่น (Sea of Japan) แถบนะงะโตะ (Nagato) ทางตอนเหนือของจังหวัดยะมะงุชิ รับรองว่าจะได้ตื่นตะลึงกับความงามของเสาโทริอิ (Torii) สีแดงจำนวน 123 ต้นเรียงรายเลียบชายฝั่งเป็นระยะทางกว่า 100 เมตรอย่างแน่นอน สีฟ้าของน้ำทะเลกับสีแดงของเสาโทริอิตัดกันงดงามน่าถ่ายรูปโพสต์ลงโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างที่สุด นอกจากนี้ศาลเจ้าแห่งนี้ยังได้รับความนิยมว่าช่วยเสริมดวงให้โชคในเรื่องของการค้าขาย ความรัก การตั้งครรภ์ ขจัดทุกข์ภัยต่างๆ อีกด้วย

ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีอันแสนงดงามนี้ นอกจาก สะพานคินไตเคียว (Kintaikyo Bridge) ที่กล่าวถึงไปเมื่อสักครู่แล้ว ก็จะได้เพลิดเพลินกับความงามของทิวทัศน์ใบไม้เปลี่ยนสีได้ตามสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดอีกด้วย เช่นที่ ศาลเจ้ายะซะกะ (Yasaka Shrine) อีกทั้งสวนสาธารณะโมมิจิดานิ (Momijidani Park) ในแถบอิวะคุนิ (Iwakuni) นั้นก็มีต้นเมเปิลปลูกไว้อยู่มากกว่า 1,000 ต้นสมกับชื่อสวน จนทั่วทั้งบริเวณสวนแน่นขนัดไปด้วยสีแดง ให้ผู้มาเที่ยวชมได้เพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันงดงามสะกดสายตา

* เว็บไซต์อ้างอิง : Motonosumi Inari Shrine (ภาษาอังกฤษ)

รายละเอียดสถานที่เพิ่มเติม

ที่อยู่
Shin-Yamaguchi Station Tourist Information Center

(ประตูทางออกชินคันเซ็นหมายเลข 2F)
1357 Ogorishimogo, Yamaguchi-shi, Yamaguchi

แผนที่
การเดินทาง จากสถานี Hakata โดยสารรถไฟ JR Sanyo Shinkansen ไปลงที่สถานี Shin-Yamaguchi ใช้เวลา 35 นาที
เวลาทำการ 09:00 – 18:00 น.
ระยะเวลาทำการ ตลอดปี
วันหยุด ไม่มี
ค่าใช้จ่าย ฟรี
เว็บไซต์ (ภาษาญี่ปุ่น) http://www.oidemase.or.jp/
เว็บไซต์ (ภาษาอังกฤษ) http://www.visit-jy.com/en/
เว็บไซต์ (ภาษาไทย) http://www.visit-jy.com/th/

[ เพจที่เกี่ยวข้อง ]

 

ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2018

จดหมายข่าวอื่นๆ