ทิวทัศน์ธรรมชาติ

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่คนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวกันมากที่สุดแห่งหนึ่ง และจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นก็ดูเหมือนจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งที่โดดเด่นและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกก็คือเสน่ห์แห่งทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงามนั่นเอง เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศหมู่เกาะที่อุดมไปด้วยสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงามน่าอัศจรรย์ ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่หลากหลาย ทั้งภูเขา ทะเล แม่น้ำ น้ำตก ทะเลสาบ เนินทราย แหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ ภูเขาไฟจำนวนมากทั้งที่ดับไปแล้วและที่ยังคงระอุรอการปะทุ อีกทั้งยังมีสิ่งมีชีวิตทั้งสัตว์และพืชพรรณธรรมชาติต่างๆ อีกมากมายที่หาดูไม่ได้ที่อื่น นอกจากนี้สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละฤดูกาลก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดให้กับทัศนียภาพที่มีความงดงามแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นสีชมพูอ่อนหวานของดอกซากุระที่บานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิ สีของต้นไม้ใบหญ้าสดชื่นเขียวขจีในฤดูร้อน ใบไม้หลากสีสันที่มาพร้อมอากาศเย็นสบายในฤดูใบไม้ร่วง และหิมะขาวบริสุทธิ์ในฤดูหนาว ล้วนแต่สร้างความประทับใจไม่รู้เลือนให้กับทุกคนที่ได้มีโอกาสมาเยือน

ในครั้งนี้เราจะพาไปรู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยว 20 แห่งในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่เลื่องลือในเรื่องของทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงามน่าประทับใจ โดยผ่านการเลือกสรรมาเป็นอย่างดีว่าจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังอย่างแน่นอน

ระอุสุ (Rausu)

(เมืองฮอกไกโด ภูมิภาคฮอกไกโด)

– คาบสมุทรชิเระโทะโกะ ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 2005 สถานที่ที่ให้คุณได้เพลิดเพลินอย่างเต็มที่กับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่และหาดูได้ยาก –

คาบสมุทรชิเระโทะโกะ (Shiretoko Peninsula) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของฮอกไกโด มีรูปร่างคล้ายหัวลูกศรที่ชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ด้านเหนือของใจกลาง (ครึ่งบน) คาบสมุทรเป็นที่ตั้งของเมืองชะริ (Shari Town) ส่วนด้านใต้ (ครึ่งล่าง) เป็นที่ตั้งของเมืองระอุสุ (Rausu Town) จุดเด่นที่สุดของคาบสมุทรชิเระโทะโกะก็คือสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอันสมบูรณ์แบบจนถึงขนาดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ธารน้ำแข็งนำพามาซึ่งแพลงตอนจำนวนมากมายมหาศาลที่ละลายลงสู่น้ำทะเล ทำให้มีปลาหลากหลายชนิดซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นเงื่อนไขอย่างดีสำหรับนกและสัตว์อีกหลายชนิดที่ใช้ชีวิตอยู่บนพื้นดินและกินปลาเป็นอาหาร ดังนั้นบริเวณนี้จึงมีความอุดมสมบูรณ์ทางระบบนิเวศน์สูงมาก นอกจากนี้ยังมีความสำคัญในฐานะที่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์อีกหลายชนิด

ที่นี่มีเส้นทางเดินป่าอยู่หลายเส้นทาง รวมถึงทะเลสาบระอุสุ (Lake Rausu) ที่แวดล้อมไปด้วยป่าดงดิบอย่างป่าโบเคียวโนะโมะริ (Bokyo No Mori) ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้ชมทัศนียภาพอันสวยงามจากมุมสูงของช่องแคบเนะมุโระ (Nemuro Strait) และน้ำตกคุมะโงะเอะโนะทะกิ (Kumagoe No Taki waterfall) นอกจากนี้ก็ยังมีกิจกรรมอีกมากมายให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและเพลิดเพลินกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำลึก ล่องเรือชมปลาวาฬ หรือจะตกปลา และที่นี่ยังเต็มไปด้วยอาหารทะเลสดอร่อยในทุกฤดูกาล อีกทั้งยังมีบ่อน้ำพุร้อนหรืออนเซ็นมากมายท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติก นับว่าเป็นสถานที่ควรค่าแก่การไปเยือนเป็นอย่างยิ่ง

ที่อยู่: Hon-cho, Rausu-cho, Menashi-gun, Hokkaido
โทรศัพท์: 0153-87-3360 (สมาคมท่องเที่ยวชิเระโทะโกะ ระอุสุโจ)
การเดินทาง: (รถไฟ) 3 ชั่วโมง 35 นาทีจาก Kushiro Airport (45 นาทีจาก Shin-Chitose Airport โดยทางเครื่องบิน) โดย Akan Bus (ไปทาง Rausu) ลงที่ Rausu (ป้ายสุดท้าย)
(รถยนต์) 3 ชั่วโมง 10 นาทีจากตัวเมือง Kushiro
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/spot/histtown/rausu.html

ชิกิไซ โนะ โอะกะ (Shikisai-no-oka)

(เมืองฮอกไกโด ภูมิภาคฮอกไกโด)

– สวนดอกไม้วิวพาโนรามา เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของฮอกไกโด –

ชื่อ “ชิกิไซ โนะ โอะกะ” (Shikisai-no-oka) นั้นมาจากการประสมประสานคำว่า “ไซ (สี)” กับคำว่า “ชิกิ (ฤดูทั้งสี่)” เข้าด้วยกัน และนี่คือชื่อของสวนดอกไม้ที่จะพาคุณเข้าสู่ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของฮอกไกโดได้ตลอดทั้งปี ชิกิไซ โนะ โอะกะ ตั้งอยู่ในเมืองบิเอ (Biei-cho) เมืองเนินเขาที่สวยงาม สวนแห่งนี้มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลกว่า 70,000 ตารางเมตร เต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิดๆเต็มพื้นที่ราวกับปูพรมตั้งแต่เดือนเมษายนตลอดไปจนถึงเดือนตุลาคม นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมความสวยงามของสีสันและกลิ่นหอมของดอกไม้กว่า 24 ชนิดที่ผลัดกันผลิบานอวดดอกสวยในแต่ละฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นดอกทิวลิป ดอกลูพิน(ดอกหางหมาป่า) ดอกลาเวนเดอร์ ดอกซัลเวีย ดอกทานตะวัน ดอกดาห์เลีย หรือดอกแอนนีโมนีญี่ปุ่น

ที่นี่มีรถหลากหลายแบบให้เลือกสนุกกันได้ เช่น “ชิกิไซ โนะร็อกโกะ” แทร็คเตอร์บัสที่วิ่งวนรอบเนินเขาเพื่อชมทิวทัศน์อย่างเพลิดเพลิน “บั๊กกี้” รถขนาดหนึ่งที่นั่งที่พาคุณไปได้ทุกที่ และ “คาร์ท” รถเช่าขนาดสี่ที่นั่งสำหรับผู้ที่เดินทางเป็นหมู่คณะหรือครอบครัว

ในฤดูหนาวซึ่งมีหิมะตก (ธันวาคม-ต้นเดือนเมษายน) ผู้คนนิยมเช่าสโนว์โมบิลขับเล่นกัน ซึ่งหากได้ขี่สโนว์โมบิลไปพร้อมๆ กับชื่นชมความงามของภูเขาไดเซ็ทสึ (Mt. Daisetsu) ยิ่งสนุกมากขึ้นเป็นทวีคูณ หรืออาจจะเลือกสนุกกับการเล่นสโนว์ราฟติ้ง (เรือยางสำหรับสี่ที่นั่ง) วนรอบเนินเขา และนอกจากนี้ยังมีร้านรวงมากมาย รวมถึงร้านอาหารไว้ให้นักท่องเที่ยวได้อิ่มอร่อยกันอีกด้วย

ที่อยู่: No.3 Shinsei, Biei-cho, Kamikawa-gun, Hokkaido
โทรศัพท์: 0166-95-2758
เวลาเปิดบริการ: เปิดให้บริการตลอดปี
09:00-17:00 น. (เมษายน-พฤษภาคม /ตุลาคม)
08:30-18:00 น. (มิถุนายน-กันยายน)
09:00-16:30 น. (พฤศจิกายน)
09:00-16:00 น. (ธันวาคม-กุมภาพันธ์)
09:00-16:30 น. (มีนาคม)
ค่าเข้าชม: ฟรี (มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหากนำรถเข้า)
การเดินทาง: (รถไฟ) เดิน 25 นาที จากสถานี Bibaushi บน JR Furano Line (3 ชั่วโมงจาก Shin Chitose Airport)
(รถยนต์) 50 นาที จากทางออก Asahikawa-Kita บนทางด่วน Doo Expressway (Hokkaido Expressway)
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/spot/natuscen/shikisai-no-oka.html

ป่าดึกดำบรรพ์โนโบริเบ็ทสึ (Noboribetsu Primeval Forest)

(เมืองฮอกไกโด ภูมิภาคฮอกไกโด)

– ป่าแห่งพืชพรรณในเขตอากาศอบอุ่นที่กระจายตัวอยู่รอบๆ โนโบริเบ็ทสึอนเซ็น –

หากคุณต้องการใช้เวลาพักผ่อนยามว่างที่โนโบริเบ็ทสึอนเซ็น (Noboribetsu Onsen) เราขอแนะนำให้ลองเดินเล่นในป่าดึกดำบรรพ์ในโนโบริเบ็ทสึ (Noboribetsu Primeval Forest) เพราะคุณจะได้เพลิดเพลินไปกับเสียงนกขับขานยามโผบินไปตามต้นไม้ ที่แห่งนี้นับเป็นแหล่งสงวนพืชพรรณธรรมชาติอันล้ำค่านานาชนิดซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานธรรมชาติแห่งญี่ปุ่น พื้นที่กว่า 1,860,000 ตารางเมตรแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้ใหญ่มากมายกว่า 60 ชนิดรวมทั้งวัชพืชอีกกว่า 110 ชนิดที่ชอบภูมิอากาศอบอุ่น เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับออนเซ็นหรือบ่อน้ำพุร้อนมากมายและยังใกล้กับทะเลอีกด้วย

บริเวณรอบๆ Noboribetsu Park Center มีเส้นทางเดินป่าหลากหลายเส้นทาง ที่คุณจะได้เดินชมความงามของธรรมชาติกันอย่างจุใจระหว่างเดินผ่านดงต้นโอ๊กมองโกเลีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูที่ใบไม้ผลิใบอ่อนสีเขียวและในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งเป็นฤดูที่เหมาะสมและสดชื่นที่สุดในการเดินป่าท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้าที่มีสีสันสวยงาม นอกจากนี้ยังมีแหล่งน้ำพุร้อนที่ไม่ควรพลาด คือหุบเขานรกจิโกะคุดะนิ (Jigokudani) ที่ซึ่งน้ำพุร้อนผุดขึ้นมาจากพื้นดินไปทั่วบริเวณ (เดินประมาณ 270 เมตร) และธารน้ำพุร้อนตามธรรมชาติโอะยุนุมะ (เดินประมาณ 410 เมตร) และในช่วงปลายเดือนมีนาคมอาจได้ยลโฉมนกหัวขวานใหญ่ลายจุด (Great spotted woodpeckers) หรือนกหัวขวานเขียวหัวดำ (Grey-headed woodpeckers) อยู่ตามต้นไม้ หรือหากโชคดีพออาจได้เห็นมันกำลังบินอยู่บนฟ้าเลยทีเดียว

ที่อยู่: Noboribetsu Onsenmachi, Noboribetsu, Hokkaido
โทรศัพท์: 0143-84-3311 (สมาคมท่องเที่ยวโนโบริเบ็ทสึ)
การเดินทาง: (รถไฟ) จาก Shin Chitose Airport ขึ้นรถไฟ JR Muroran Main Line ใช้เวลา 1 ชั่วโมง มาลงที่สถานี Noboribetsu จากนั้นขึ้น Donan Bus มาลงที่ Noboribetsu Onsen
(รถยนต์) 10 นาทีจากทางออก Noboribetsu-higashi บนทางด่วน Doo Expressway (Hokkaido Expressway) ซึ่งเป็นทางที่ไปง่ายกว่า
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/spot/natuscen/noboribetsu-primeval-forest.html

ลำธารโอะอิระเสะ (Oirase Mountain Stream)

(จังหวัดอะโอโมริ ภูมิภาคโทโฮคุ)

– ธารน้ำตกใสสะอาดลดหลั่นเป็นขั้นสวยงาม พร้อมด้วยต้น White Cedar, Japanese Beech และต้นเมเปิ้ลที่ดูระยิบระยับเมื่อต้องประกายแดด –

แม่น้ำโอะอิระเสะงะวะ (Oirase-gawa River) เป็นแม่น้ำที่ไหลจากทะเลสาบโทะวะดะโกะ (Lake Towada-ko) และช่วงของสายน้ำที่ไหลจากเนะโนะคุจิ (Nenokuchi) และยะเคะยะมะ (Yakeyama) เป็นระยะทาง 14 กิโลเมตรมีชื่อเรียกว่าลำธารโอะอิระเสะ (Oirase Mountain Stream) ซึ่งไหลผ่านป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยความหลากหลายทางธรรมชาติ มีทั้งต้น White Cedar, Japanese Beech และต้นเมเปิ้ล แม่น้ำสายนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นจุดชมวิวพิเศษและเป็นอนุสรณ์สถานธรรมชาติแห่งจังหวัดอะโอโมริควบคู่กันกับทะเลสาบโทะวะดะโกะ

เมื่อเดินเลียบริมฝั่งลำธาร เราจะได้สัมผัสกับธรรมชาติอันสวยงามอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณธรรมชาติหนาแน่นเขียวขจี ระลอกคลื่นในกระแสน้ำ และโขดหินน้อยใหญ่เหนือผิวน้ำที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้และตะไคร่น้ำ

ไฮไลท์อีกอย่างก็คือน้ำตกมากมายที่เรียงรายอยู่ตามเส้นทางไหลผ่านของลำธารโอะอิระเสะ ซึ่งมีลักษณะหลากหลายแตกต่างกันไป เช่น น้ำตกคุโมะอิโนะทะกิ (Kumoi no taki Falls) ซึ่งสูงถึง 25 เมตร และน้ำตกโจจิโอทะกิ (Choshi-otaki Falls) ซึ่งมีขนาดใหญ่ น้ำตกทะมะสุดะเระโนะทะกิ (Tamasudare no taki Falls) ที่มวลน้ำม้วนตัวเป็นทรงกลมเหมือนลูกบอล และน้ำตกชิระอิโตะโนะทะกิ (Shiraito no taki Falls) ซึ่งมีความหมายว่าน้ำตกแห่งเส้นด้ายสีขาว

หากได้ค่อยๆ ปล่อยใจเดินเลียบฝั่งลำธารไปช้าๆ ก็จะใช้เวลาเดินทั้งหมด 5 ชั่วโมงด้วยกัน หรือจะเลือกนั่งรถบัสซึ่งวิ่งขนานไปกับทางเดินเลียบลำธารก็ได้ นอกจากนี้หากอยากขี่จักรยานก็มีบริการให้เช่าได้ที่เนะโนะคุจิและยะเคะยะมะ ซึ่งหากเช่าจากที่ใดที่หนึ่งก็สามารถนำไปคืนได้ที่ปลายทางโดยไม่ต้องย้อนกลับไปคืนที่ต้นทาง

การเดินทาง: (รถไฟ) 3 ชั่วโมงจากสถานี Tokyo สู่สถานี Hachinohe บน JR Tohoku Shinkansen Line และ 1 ชั่วโมง 25 นาทีจากสถานี Hachinohe สู่ Yakeyama โดย JR bus ที่จะไป Towada-ko
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/spot/natuscen/oirasestream.html

หุบเขานะรุโกะ (Naruko Valley)

(จังหวัดมิยะงิ ภูมิภาคโทโฮคุ)

– ตื่นตาตื่นใจกับวิวของหุบเขาลึกกว่า 100 เมตร ที่แต่งแต้มด้วยสีสันแห่งฤดูใบไม้ร่วง พร้อมเต็มอิ่มกับสุดยอดอนเซ็นรีสอร์ท 5 แห่ง –

หุบเขานะรุโกะหรือนะรุโกะเคียว (Narukokyo) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดมิยะงิ สายน้ำจากแม่น้ำโอทะนิ (Otani River) ทำให้มีลักษณะเป็นตัววีอยู่ท่ามกลางภูเขาและมีหน้าผาสูงชันถึง 100 เมตร หุบเขาแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่ามีทิวทัศน์แห่งฤดูใบไม้ร่วงที่สวยงาม คุณจะได้ตื่นตาตื่นใจไปกับทัศนียภาพกว้างใหญ่ที่แต่งแต้มไปด้วยสีสันเหลืองแดงของใบเมเปิ้ลและต้นบีชตัดกันอย่างสวยงามกับสีเขียวขจีของต้นสนในช่วงเดือนตุลาคมไปจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปี และเนื่องจากมีเส้นทางมากมายรวมถึงถนนสาย 47 วิ่งผ่านหุบเขาแห่งนี้ คุณจึงสามารถเลือกได้ว่าจะรื่นรมย์กับทัศนียภาพที่สวยงามผ่านหน้าต่างรถยนต์หรือจะเลือกเดินไปรอบๆ เพื่อชมวิวพาโนรามาของธรรมชาติอันงดงามได้อย่างจุใจ

นอกจากนี้เมืองนะรุโกะ (Naruko-cho) ก็มีชื่อเสียงในเรื่องของน้ำพุร้อนหรืออนเซ็นด้วย เนื่องจากเป็นที่รวมของ 5 อนเซ็นรีสอร์ท ได้แก่ นะรุโกะอนเซ็น (Naruko Onsen), ฮิงะชิ-นะรุโกะอนเซ็น (Higashi-naruko Onsen), คะวะทะบิอนเซ็น (Kawatabi Onsen), นะกะยะมะไดระอนเซ็น (Nakayamadaira Onsen) และโอะนิโคะเบะอนเซ็น (Onikobe Onsen) โดยทั้งหมดมีชื่อเรียกรวมว่า “นะรุโกะอนเซ็นเคียว” (Naruko Onsenkyo) มีความหมายว่าหมู่บ้านบ่อน้ำพุร้อนนะรุโกะ ซึ่งมีน้ำพุร้อนมากมายกว่า 400 จุด แยกออกได้ประมาณ 9-11 กลุ่มตามประเภทของน้ำพุร้อน คุณสามารถที่จะสนุกสนานไปกับการเดินทางไปตามบ่อน้ำพุร้อนอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างๆ เหล่านี้ได้ ตั้งแต่สไตล์ในเมืองพร้อมที่พักทันสมัยไปจนถึงหมู่บ้านบ่อน้ำพุร้อนสไตล์โบราณที่สุดแสนจะผ่อนคลาย

ที่อยู่: Naruko Onsen, Osaki City, Miyagi
โทรศัพท์: 0229-83-3441 (ศูนย์บริการข้อมูลนะรุโกะเพื่อการท่องเที่ยวและที่พัก)
การเดินทาง: 15 นาทีจากสถานี Naruko Onsen Station บน JR Riku-uto Line โดยรถบัส (3 ชั่วโมงจากสถานี Tokyo)
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/spot/natuscen/narukokyo.html

โอะคุ-นิกโก้ / ทะเลสาบชูเซนจิ
(Oku-Nikko Area / Lake Chuzenji-ko)

(จังหวัดโทชิงิ ภูมิภาคคันโต)

– โอะคุ-นิกโก้เปี่ยมไปด้วยธรรมชาติอันงดงามและอุดมสมบูรณ์ ซึ่งมีทั้งน้ำตก ทะเลสาบ และที่ลุ่มชื้นมากมาย –

โอะคุ-นิกโก้ (Oku-Nikko) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของนิกโก้ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดโทชิงิ และเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาตินิกโก้ (Nikko National Park)

น้ำตกเคะกนโนะทะกิ (Kegon-no-taki Fall) เป็นน้ำตกจากหน้าผาสูง 100 เมตร เป็น 1 ใน 3 น้ำตกที่โด่งดังที่สุดในญี่ปุ่น จากจุดชมวิวบริเวณฐานน้ำตก คุณจะได้เห็นทัศนียภาพสุดวิเศษ และที่เชิงเขานันไต (Mt. Nantai) ก็จะมีทะเลสาบชูเซนจิ (Lake Chuzenji) ซึ่งผู้คนนิยมไปตกปลาฮิเมะมะสึ (Kokanee salmon) และปลานิจิมะสึ (Rainbow trout) รวมถึงยังนิยมมาล่องเรือชมวิวภูเขานันไตที่สวยงามน่าประทับใจอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีน้ำตกอื่นๆ อยู่ทางทิศเหนืองของทะเลสาบชูเซนจิ ได้แก่ น้ำตกริวซึโนะทะกิ (Ryuzu-no-taki) และ ยุดะกิ (Yu-daki) ซึ่งอยู่ตรงริมด้านใต้ของทะเลสาบยุโนะ (Lake Yuno) และในบริเวณเดียวกันนี้ก็เป็นดินแดนที่ลุ่มชื้นเซนโจงะฮะระ (Senjogahara) ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชตระกูลอัลไพน์และพืชในพื้นที่ลุ่มชื้น ที่ลุ่มชื้นเซนโจงะฮะระแห่งนี้มีเส้นทางเดินชมธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้พิสมัยกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ รวมถึงการดูนกและการเดินป่าได้เป็นอย่างดี

ไกลออกไปทางทิศเหนือ ดินแดนโอะคุ-นิกโก้แห่งนี้ยังทีบ่อน้ำพุร้อน ยุโมะโตะอนเซ็น (Yumoto Onsen) และ โคะโตะคุอนเซ็น (Kotoku Onsen) สถานที่ตั้งแคมป์ สกีรีสอร์ท และบ่อตกปลาได้แก่ บ่อตกปลาซึเงะนุมะ (Sugenuma Fishing Pond) และบ่อตกปลามะรุนุมะ (Marunuma Fishing Pond) ธรรมชาติอันงดงามแห่งดินแดนโอะคุ-นิกโก้นับเป็นส่วนที่เสริมสร้างความงดงามน่าอัศจรรย์ให้กับศาลเจ้าโทโชกู (Toshogu Shrine) ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของนิกโก้

การเดินทาง: (รถไฟ) จากสถานี Asakusa ขึ้นรถไฟ Tobu Isesaki-Nikko-Kinugawa Line Limited Express ใช้เวลา 2 ชั่วโมง มาลงที่สถานี Tobu-Nikko จากนั้นขึ้นรถ bus ใช้เวลา 50 นาทีมายังทะเลสาบชูเซนจิ
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/regional/tochigi/okunikkou.html

เกาะนีจิมะ (Nii-jima Island)

(โตเกียว ภูมิภาคคันโต)

– สนุกสนานกับการเล่นกระดานโต้คลื่นและดำน้ำลึกที่เกาะเล็กๆ และเต็มอิ่มกับวิวสวยที่โอบล้อมด้วยน้ำทะเลสีฟ้า –

รีสอร์ทบนเกาะที่แสนอบอุ่นแห่งนี้ตั้งอยู่ในหมู่เกาะอิซึ (Izu Islands) ซึ่งอยู่ห่างจากโตเกียวไปทางใต้เป็นระยะประมาณ 160 กิโลเมตร เป็นเกาะที่เปี่ยมไปด้วยทิวทัศน์ทางธรรมชาติอันงดงามด้วยผืนทรายสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับสีฟ้าของน้ำทะเล สาเหตุที่ทรายบนเกาะแห่งนี้มีสีขาวก็เพราะเกิดจากหินภูเขาไฟนั่นเอง นับเป็นความงามที่เกิดจากภัยธรรมชาติอันโหดร้าย

แต่ละหาดบนเกาะมีลักษณะที่เด่นแตกต่างกันไป ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเลือกไปเยือนได้ตามความชอบส่วนตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาดฮะบุชิอุระ (Habushiura Beach) ซึ่งเป็นหาดที่ใช้จัดการแข่งขันกระดานโต้คลื่นชิงแชมป์โลก หาดคุโระเนะ (Kurone Beach) ซึ่งผู้คนนิยมไปตกปลากัน หาดมะเอะฮะมะ (Maehama Beach) หาดแห่งเกลียวคลื่นอันนุ่มนวล และหาดมะมะชิตะ (Mamashita Beach) ที่มีน้ำพุร้อนกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วบริเวณ หากใครมีเวลาขอแนะนำให้ไปเยือนให้ครบทุกหาดเพื่อจะได้ลองเปรียบเทียบดูว่าสวยงามแตกต่างกันอย่างไร

นอกจากนี้ ยังมีถนนที่วิ่งขึ้นไปถึงบริเวณยอดเขามิยะทสึกะ (Mt. Miyatsuka) ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุด (432 เมตร) บนเกาะแห่งนี้ บริเวณยอดเขาจะสามารถมองเห็นวิวพาโนรามาซึ่งครอบคลุมตั้งแต่มหาสมุทรแปซิฟิคไปจนถึงแผ่นดินญี่ปุ่นรวมถึงโตเกียวด้วย ยิ่งไปกว่านั้นนักท่องเที่ยวยังจะได้เพลิดเพลินกับภาพทิวทัศน์อันสวยงาม รวมถึงทิวทัศน์ในยามค่ำคืนจากจุดชมวิวอีกหลายจุด เช่น จุดชมวิวฮะบุชิอุระ (Habushiura Observation Deck), จุดชมวิวมุไคยะมะ (Mukaiyama Observation Deck) และจุดชมวิวฟุจิมิโทะเงะ (Fujimitoge Observation Deck) เป็นต้น ไม่เพียงแค่นั้น เกาะแห่งนี้ยังใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันไตรกีฬาคนเหล็ก (Ironman Triathlon) และการแข่งวิ่งมาราธอนต่างๆ อีกทั้งยังมีสถานที่สำหรับตั้งแคมป์และปิ้งบาร์บีคิวอีกด้วย นับว่าเป็นเกาะแห่งรีสอร์ทที่ทุกคนสามารถมาใช้เวลาช่วงวันหยุดในหลากหลายรูปแบบท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง

ที่อยู่: Kurone, Niijimamura, Tokyo
โทรศัพท์: 04992-5-0001 (สมาคมการท่องเที่ยวนีจิมะ)
การเดินทาง: 2 ชั่วโมง 40 นาทีจาก ท่าขึ้นเรือ Takeshiba-Sanbashi Ship Terminal ใน Tokyo โดยเรือด่วน high speed jet boat
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/location/spot/natuscen/nii-jima-island.html

ทาเตยามะ / คุโรเบะ / อุนะซุกิ
(Tateyama / Kurobe / Unazuki Area)

(จังหวัดโทยามะ ภูมิภาคโฮคุริคุ)

– รื่นรมย์ไปกับธรรมชาติอันงดงามในทุกฤดูกาลของเส้นทางชมเทือกเขาแอลป์ที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น ไฮไลท์สำคัญที่สุดของเส้นทางนี้คือเขื่อนคุโรเบะ เขื่อนที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และตื่นตะลึงไปกับภาพทิวทัศน์สวยงามน่าอัศจรรย์แห่งหุบเขาคุโรเบะซึ่งเป็นหุบเขาที่ลึกที่สุดในญี่ปุ่น พร้อมตื่นเต้นไปกับการนั่งรถไฟลอดใต้ 41 อุโมงค์และข้าม 22 สะพาน –

เส้นทางแอลป์ทาเตยามะคุโรเบะ (Tateyama Kurobe Alpine Route) เป็นเส้นทางชมเขาที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ด้วยระยะทางที่ทอดยาวกว่า 90 กิโลเมตร ข้ามเทือกเขาแอลป์เหนือ (North Alpine mountains) สูงเสียดฟ้าถึง 3,000 เมตร ซึ่งเรียกกันว่าเป็น “หลังคาของญี่ปุ่น” เชื่อมระหว่างโทยามะ (Toyama) และชินะโนะ โอมะจิ (Shinano Omachi) ที่นี่คุณจะได้ได้ตื่นตะลึงไปกับวิวพาโนรามาที่สวยงามน่าอัศจรรย์ในทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะภาพต้นไม้เขียวสดชื่นในฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้แดงเปี่ยมเสน่ห์ในฤดูใบไม่ร่วง ไปจนถึงหิมะแรกตกในฤดูหนาว ซึ่งสามารถไปเที่ยวชมได้ทั้งโดยทางรถไฟ, รถบัส, รถราง, เคเบิ้ลคาร์ และกระเช้า เป็นต้น นับตั้งแต่มีการเปิดเส้นทางนี้ในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1971 บริเวณภูเขาทาเตยามะจากที่เคยเป็นเพียงสถานที่ห่างไกลไม่ได้รับความสนใจ ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีทัศนียภาพอันสวยงามที่สุดของญี่ปุ่น และมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนมากมายนับล้านคนในทุกๆ ปี

บริเวณยอดดอยมุโระโด (Murodo-daira) ของภูเขาทาเตยามะคือบริเวณที่มีหิมะตกมากที่สุดในโลก โดยมีหิมะตกทับถมสูงเฉลี่ย 7 เมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณโอทะนิ (Otani) ซึ่งเดินไปประมาณ 5 นาทีจากสถานีมุโระโด (Murodo Station) นั้น ในบางครั้งจะมีหิมะทับถมสูงถึง 20 เมตรเลยทีเดียว และ “กำแพงหิมะ” (Snow Walls) อันโด่งดังนั้นก็เกิดจากการขุดหิมะที่ตกหนักทับถมกันนี้เอง กำแพงหิมะความยาว 500 เมตรนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษาไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม

หุบเขาคุโรเบะ (Kurobe Gorge) อยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดโทยามะ โดยอยู่ระหว่างเทือกเขาทาเตยามะ (Tateyama Mountain Range) และเทือกเขาอุชิโระ-ทาเตยามะ (Ushiro-Tateyama Mountain Range) เป็นหุบเขารูปตัววีที่ลึกที่สุดในประเทศญี่ปุ่น หากคุณขึ้นรถไฟสายคุโรเบะเคียวโคะคุ (Kurobe Kyokoku Line) คุณจะได้เห็นความงามของหุบเขาระหว่างสถานีอุนะซึกิ-อนเซ็น (Unazuki-onsen Station) กับสถานีเคะยะกิ-ไดระ (Keyaki-daira Station) รถไฟสายนี้ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 20 นาที โดยวิ่งเป็นระยะทางทั้งหมด 20.1 กิโลเมตร ลอดใต้อุโมงค์ 41 แห่ง และข้ามสะพานทั้งหมด 22 สะพานรวมถึงสะพานอะโตะบิกิ-บะชิ (Atobiki-bashi) ซึ่งทอดตัวข้ามผ่านหุบเขาส่วนที่ลึกที่สุด โดยตัวสะพานมีความยาวทั้งสิ้น 64 เมตร สูง 60 เมตร และภาพทิวทัศน์ที่เห็นจากสะพานแห่งนี้ก็นับเป็นภาพที่งดงามน่าอัศจรรย์ที่สุดในบริเวณนี้เลยทีเดียว

เส้นทางรถไฟสายนี้มีบ่อน้ำพุร้อนอยู่หลายแห่ง เช่น บ่อน้ำพุร้อนคุโระนะงิ-อนเซ็น (Kuronagi-onsen Hot Spring) ซึ่งเป็นต้นสายของน้ำพุร้อนอุนะทซึกิ-อนเซ็น (Unazuki-onsen Hot Spring) รวมทั้งคะเนะซึริ-อนเซ็น (Kanetsuri-onsen Hot Spring) และ เมเค็น-อนเซ็นด้วย (Meiken-onsen Hot Spring) หรือจะเลือกลงกลางทางเพื่อเพลิดเพลินกับบ่อน้ำพุร้อนอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน โดยบ่อน้ำพุร้อนคะเนะทซึริ-อนเซ็นมีเอกลักษณ์เป็นที่รู้จักกันดีว่านักท่องเที่ยวสามารถจะเพลิดเพลินกับบ่อน้ำร้อนที่มีอยู่มากมายหลายจุดเลียบแม่น้ำคุโรเบะงะวะ (Kurobe-gawa River) เหมือนมีสปาส่วนตัวเลยทีเดียว

หากคุณเดินจากสถานีเคะยะกิ-ไดระ (Keyaki-daira Station) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางไปสัก 1 กิโลเมตร คุณจะได้เห็นแม่น้ำคุโรเบะงะวะจากหน้าผาสูงชันแห่งหุบเขาซะรุโทะบิ (Sarutobi Valley) และหากรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินก็สามารถพักผ่อนหย่อนใจได้ที่บ่อน้ำพุร้อนใกล้ๆ เช่น บะบะดะนิ-อนเซ็น (Babadani-onsen Hot Spring) และเมเค็น-อนเซ็น (Meiken-onsen Hot Spring) เช่นกัน

เขื่อนคุโรเบะ (Kurobe Dam) สร้างขึ้นทางต้นสายของแม่น้ำคุโรเบะงะวะ (Kurobe-gawa River) เป็นเขื่อนคอนกรีตสูง 186 เมตร ซึ่งสูงที่สุดในญี่ปุ่น และสูงยิ่งกว่าตึก 50 ชั้นเสียอีก จากจุดชมวิวของเขื่อน คุณจะได้เห็นภาพทิวทัศน์พาโนรามาของเทือกเขาทาเตยามะและเทือกเขาแอลป์เหนือ รวมถึงภาพการปล่อยน้ำลงเขื่อนอันทรงพลังได้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน จนถึง 15 ตุลาคม

จากโตเกียว : (รถไฟ)
ไป Kurobe Gorge: 2 ชั่วโมง 20 นาทีสู่สถานี Kurobe-Unazuki Onsen โดยรถไฟ JR Hokuriku Shinkansen Line และ 15 นาทีจากสถานี Shin-Kurobe ไป Unazuki-onsen โดยรถไฟ Toyama Chitetsu Line (limited express) จากนั้นเดิน 3 นาทีไปสถานี Unazuki บน Kurobe Kyokoku Line (ปิดให้บริการในฤดูหนาว)
ไป Tateyama Kurobe Alpine Route: 2 ชั่วโมง 15 นาทีสู่ Toyama โดยรถไฟ JR Hokuriku Shinkansen Line และ 1 ชั่วโมงจากสถานี Dentetsu Toyama สู่สถานี Tateyama โดยรถไฟ Toyama Chitetsu Line
จากโอซาก้า : (รถไฟ)
ไป Kurobe Gorge: 2 ชั่วโมง 30 นาทีสู่สถานี Kanazawa โดยรถไฟ JR Hokuriku Line (limited express) และ 35 นาทีจากสถานี Kanazawa สู่สถานี Kurobe-Unazuki Onsen โดยรถไฟ JR Hokuriku Shinkansen Line
ไป Tateyama Kurobe Alpine Route: 2 ชั่วโมง 30 นาทีสู่สถานี Kanazawa โดยรถไฟ JR Hokuriku Line (limited express) และ 25 นาทีจากสถานี Kanazawa สู่สถานี Toyama โดย JR Hokuriku Shinkansen Line
จากนาโกย่า : (รถไฟ) 3 ชั่วโมง 40 นาทีสู่สถานี Toyama โดยรถไฟด่วนพิเศษ “Shirasagi”
แหล่งข้อมูล : http://www.jnto.go.jp/eng/regional/toyama/kurobe_unazuki.html

ที่ราบสูงมุโระโด (Murododaira)

(จังหวัดโทยามะ ภูมิภาคโฮคุริคุ)

– พบกับนกไรโจหรือนกสายฟ้า ซึ่งได้รับการกำหนดให้เป็นอนุสรณ์ทางธรรมชาติ บนที่ราบสูงซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติอันงดงามที่เผยให้เห็นเทือกเขาสูง 3,000 เมตรอยู่เบื้องหน้า –

ที่ความสูง 2,450 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นที่ตั้งของที่ราบสูงมุโระโด (Murododaira) ซึ่งเกิดจากลาวาที่ไหลจากปล่องภูเขาไฟทาเตยามะ ภูเขาไฟที่ปัจจุบันนี้ได้ดับไปแล้ว โดยที่ราบสูงนี้หันหน้าเข้าสู่เทือกเขาสูง 3,000 เมตร รวมถึงภูเขาทั้งสามแห่งเทือกเขาทาเตยามะ (The Three Tateyama Mountains) ภูเขาทซึรุงิดะเคะ (Mt. Tsurugidake) และเทือกเขาไดนิจิ (Dainichi Mountain Range) โดยเป็นเสมือนฐานของเส้นทางแอลป์ทาเตยามะคุโรเบะ (Tateyama Kurobe Alpine Route)

“มุโระโด” นั้นหมายถึงอาคารสำหรับผู้จำศีลภาวนา และมีการสร้างขึ้นบริเวณนี้จำนวนมาก สำหรับผู้ที่ต้องการมากราบไหว้บูชาเทือกเขา ตั้งแต่สมัยเอโดะ (1603-1868) จึงทำให้ถูกเรียกชื่อเป็นที่ราบสูงมุโระโดในที่สุด ในปัจจุบันอาคารเหล่านี้เรียกว่า “ชิทสึโด-โกะยะ” (Shitsudo-goya) และได้รับการยกย่องให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น

เส้นทางเดินป่ารอบๆ บริเวณนี้ผ่านสถานที่สวยงามหลายแห่ง เช่น บึงมิกุริกะ (Mikurigaike pond) ที่งดงามด้วยผิวน้ำเรียบใสราวกระจก และจิโกะคุดะนิ (Jigokudani) ซึ่งอวลไปด้วยกลิ่นกำมะถัน นอกจากนี้ยังมีสวนมุโระโด (Murodo garden) หอคอยที่ระลึกซึ่งอุทิศให้กับเหยื่อในอุบัติเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนภูเขา ถ้ำทะมะโดะโนะ (Tamadono cave) ถ้ำโคะคุโซ (Kokuzo cave) พระพุทธรูปหินและสถูปหินมากมาย ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งได้รับการกราบไหว้บูชาจากเหล่านักบวชมาช้านาน

บริเวณนี้มีสัตว์ป่าหายากอาศัยอยู่มากมายหลายชนิด รวมถึงนกไรโจหรือนกสายฟ้า (Ptarmigan) จึงได้รับการกำหนดให้เป็นอนุสรณ์พิเศษเชิงธรรมชาติ ในฤดูร้อนคุณจะได้เห็นสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่นของญี่ปุ่น อย่างเช่น ดอกทาเตยามะรินโด (Tateyama Rindo) และดอกโคะไบเคโซ (Kobaikeiso) รวมถึงดอกไม้แสนสวยอื่นๆ ในเขตที่ราบสูงแอลป์ อย่างดอกไดคนโซ (Daikonso) อีกด้วย ณ สถานที่แห่งนี้ คุณจะได้สัมผัสกับประวัติศาสตร์ความเชื่อของญี่ปุ่นท่ามกลางทัศนียภาพที่งดงามและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์

ที่อยู่: Murodo, Ashikuraji Tateyama-machi, Toyama
โทรศัพท์: 076-432-2819 (เว็บไซต์ทางการของเส้นทางแอลป์ทาเตยามะคุโรเบะ)
การเดินทาง: (จากฝั่ง Toyama) ใช้เวลา 2 ชั่วโมงตามเส้นทางแอลป์ทาเตยามะคุโรเบะจากสถานี JR Toyama ( 3 ชั่งโมง 30 นาทีจากสถานี Shin-Osaka และ Nagoya 1 ชั่วโมง 30 นาที ทางเครื่องบินจากโตเกียวโดยต่อเครื่องที่ Toyama Airport) ไปสู่ Murodo สถานีปลายทางของ Tateyama Kogen Bus
(จากฝั่ง Nagoya) 1 ชั่วโมง 30 นาทีจากสถานี JR Shinano Omachi (4 ชั่วโมง 30 นาที จากสถานี Tokyo) มาตามเส้นทางแอลป์ทาเตยามะคุโรเบะสู่ Murodo สถานีปลายทางของ Tateyama Tunnel Trolley Bus จากนั้นเดินต่อเล็กน้อย)
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/spot/natuscen/murododaira.html

ป่าสนมิโฮะ โนะ มัตสึบาระ (Miho-no-Matsubara)

(จังหวัดชิซุโอกะ ภูมิภาคชูบุ)

– ภาพทิวทัศน์อันงดงามของภูเขาฟูจิเลียบชายฝั่ง และป่าสนชื่อดังต้นกำเนิดตำนานเกี่ยวกับเทพธิดาจากสรวงสวรรค์ –

ป่าสนที่กระจายตัวเลียบชายฝั่งด้านตะวันออกของคาบสมุทรมิโฮะ (Miho Peninsula) จังหวัดชิซุโอกะ คือสถานที่ที่มีทิวทัศน์งดงามด้วยต้นสนจำนวน 54,000 ต้น เรียงรายยาว 7 กิโลเมตร โดยมีภูเขาฟูจิสูงตระหง่านอยู่ทางท้องฟ้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทัศนียภาพอันโด่งดังของที่นี่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 3 สถานที่ที่มีทิวทัศน์สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น และเคยถูกใช้เป็นที่พักตากอากาศของฮิโรชิเงะ อุตะงะวะ (Hiroshige Utagawa) ศิลปินภาพอุคิโยะเอะ (Ukiyoe / ศิลปะภาพพิมพ์ไม้แบบญี่ปุ่น)

ตามตำนานเล่าว่าครั้งหนึ่งมีเทพธิดาลงมาที่ชายฝั่งแห่งนี้ และได้ถอดฮะโงะโระโมะ (อาภรณ์แห่งสรวงสวรรค์) ซึ่งคลุมร่างนางออก เพื่อลงเล่นน้ำในทะเล โดยได้พาดทิ้งไว้กับต้นสนต้นหนึ่ง ซึ่งต้นสนที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเทพธิดาได้พาดอาภรณ์ของนางไว้นั้นมีชื่อเรียกว่า “ฮะโงะโระโมะ โนะ มัตสึ” (Hagoromo no Matsu) และต่อมาได้กลายเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาเยี่ยมชม ในวันขึ้นปีใหม่ของทุกปี ผู้คนจำนวนมากจะเดินทางมาที่ต้นสนต้นนี้เพื่อชมความงามของพระอาทิตย์แรกขึ้นของปี

ในระหว่างเส้นทาง “คะมิ โนะ มิจิ” (Kami no Michi / เส้นทางแห่งเทพเจ้า) ซึ่งเป็นเส้นทางไปสู่ป่าสน มี “อนุสรณ์แห่งเอลีน” (Monument to Elene) สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับดวงวิญญาณของ Elene Giuglaris นักเต้นบัลเลต์ชาวฝรั่งเศส ผู้ซึ่งโชคชะตาได้นำพาให้มาผูกพันกับที่แห่งนี้ เธอรู้สึกซาบซึ้งกับความงดงามของตำนานอาภรณ์สวรรค์ดังกล่าวในขณะที่เรียนการร่ายรำละครโนห์ จึงได้สร้างสรรค์การร่ายรำขึ้นมาและตั้งชื่อว่า “ฮะโงะโระโมะ” เธอเฝ้าใฝ่ฝันว่าสักวันจะได้มาเยือนป่าสนมิโฮะ แต่แล้วก็ต้องล้มป่วยและด่วนจากไปด้วยวัย 35 ปี เส้นผมของเธอถูกนำมาฝังไว้ที่อนุสรณ์แห่งนี้ตามความต้องการครั้งสุดท้ายของเจ้าตัว

นอกจากนี้ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอีกหลายแห่งกระจายตัวอยู่โดยรอบบริเวณ รวมถึง “ศาลเจ้ามิโฮะ” (Miho Shrine) ซึ่งมีส่วนของผ้าที่เชื่อกันว่าเป็นอาภรณ์สวรรค์ในตำนานเก็บรักษาไว้ และ “พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเลมหาวิทยาลัยโตไค” (Tokai University Marine Science Museum) ซึ่งมีการจัดแสดงปลาหุ่นยนต์มากมาย นับว่าเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลินจริงๆ

ที่อยู่: Miho, Shimizu-ku, Shizuoka City, Shizuoka
โทรศัพท์: 054-251-5880 (สำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวและจัดงานประชุมชิซุโอกะ)
การเดินทาง: (รถไฟ) สถานี JR Shimizu บนสาย JR โดย Tokaido Main Line
(รถบัส) ป้าย Miho-no-Matsubara Iriguchi Shizu-Tetsu-Just Line Bus
(รถยนต์) 30 นาทีจากทางออก Shimizu บนทางด่วน Tomei Expressway
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/spot/natuscen/miho-pine-grove.html

ภูเขาโยชิโนะ (Mt. Yoshino)

(จังหวัดนารา ภูมิภาคคันไซ)

– สถานที่ชมดอกซากุระที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วยสิ่งปลูกสร้างล้ำค่าสมัยโบราณท่ามกลางบรรยากาศเก่าแก่ –

ภูเขาโยชิโนะ (Mt. Yoshino) มีเส้นทางเดินบนเขาซึ่งเริ่มจากปลายฝั่งทิศเหนือของเทือกเขาโอมิเนะ เร็นซัง (Omine Renzan Mountains) ทอดตัวยาวเป็นระยะทาง 8 กิโลเมตร และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่สมัยโบราณในฐานะที่เป็นสถานที่ชมดอกซากุระอันสวยงาม นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับศาสนาพุทธนิกายชูเกนโด (Shugendo / นิกายที่เน้นการฝึกปฏิบัติอย่างเข้มงวดบนภูเขาเพื่อเข้าถึงความหลุดพ้น)

เนื่องจากเต็มไปด้วยสถานที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมมากมาย ภูเขาแห่งนี้จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO คุณสามารถเดินเยี่ยมชมสิ่งก่อสร้างอันเป็นมรดกโลกหลายแห่งรวมถึง ศาลเจ้าโยชิโนะ มิกุมะริ (Yoshino Mikumari Shrine), ศาลเจ้าคิมปุ (Kinpu Shrine), วัดคิมปุเซนจิ (Kinpusenji Temple) และศาลเจ้าโยชิมิสุ (Yoshimizu Shrine) นอกจากนี้ยังสามารถไปเยือนสถานที่ซี่งมีความเกี่ยวพันกับมินะโมะโตะ โยชิทซึเนะ (Minamoto Yoshitsune) แม่ทัพผู้เกรียงไกรในยุคศตวรรษที่ 12 ผู้เป็นที่รู้จักกันในนาม “อุชิวะกะมะรุ” (Ushiwakamaru) และสถานที่ทางประวัติศาสตร์ซึ่งเคยเป็นเส้นทางเดินผ่านของกวีไฮกุชื่อดัง มัตสึโอะ บะโช (Matsuo Basho)

ภูเขาโยชิโนะมีทิวทัศน์ทางธรรมชาติที่สวยงามแตกต่างกันไปในแต่ละฤดู เช่น ภูเขาทั้งลูกจะถูกย้อมไปด้วยสีชมพูจากต้นซากุระกว่า 3,000 ต้นในฤดูใบไม้ผลิ สีสันของดอกไฮเดรนเยียในฤดูร้อน ใบไม้หลากสีในฤดูใบไม้ร่วง และทิวทัศน์ที่ปกคลุมด้วยหิมะในฤดูหนาว ทัศนียภาพที่สวยงามและบอบบางนี้ได้รับการกล่าวถึงในบทกวีจำนวนมากมาเป็นเวลากว่า 1,000 ปี นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้จักในฐานะสถานที่จัดแสดงละครคะบุกิในสมัยเอโดะ (1603-1868) อีกด้วย

ประวัติศาสตร์อันลึกซึ้งและธรรมชาติอันงดงามของญี่ปุ่นรอคอยคุณอยู่ที่โยชิโนะ

ที่อยู่: Yoshino-yama, Yoshino-cho, Yoshino-gun, Nara
โทรศัพท์: 0746-32-1007 (สมาคมการท่องเที่ยวภูเขาโยชิโนะ/Mt. Yoshino Tourist Association)
การเดินทาง: (รถไฟ): จากสถานี Osaka-Abenobashi ขึ้น Kintetsu Yoshino Line ใช้เวลา 76 นาที มาลงที่สถานี Yoshino จากนั้นเดิน 3 นาทีจาก หรือขึ้นกระเช้า Yoshino Ropeway ลงที่สถานี Senbonguchi จากนั้นเดิน 3 นาที
(รถยนต์) : 1 ชั่วโมงจากทางออก Koriyama บนทางด่วน Nishi Meihan Expressway (จอดรถฟรียกเว้นในฤดูใบไม้ผลิ)
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/spot/natuscen/mtyoshino.html

สันทรายอะมะโนะฮะชิดะเตะ (Ama-no-hashidate Sand Bar)

(เกียวโต ภูมิภาคคันไซ)

– ทั่วทั้งบริเวณแต่งแต้มไปด้วยต้นสนสูงตระหง่านสวยงาม แนวสันทรายอบอุ่นขาวสะอาดตาที่ทอดตัวยาวสู่ท้องทะเลอย่างสง่างาม –

สันทรายอะมะโนะฮะชิดะเตะ (Ama-no-hashidate Sand Bar) อยู่ทางตอนเหนือของเกียวโต บริเวณอ่าวมิยะซึ (Miyazu Bay) หันหน้าออกทะเลญี่ปุ่น โดยมีลักษณะเป็นสันดอนทรายอยู่บนชายฝั่งตะวันตกของอ่าว มีความยาว 3 กิโลเมตร กว้าง 40-100 เมตร ทอดตัวยาวจากเอจิริ (Ejiri) บนคาบสมุทรทังโงะ (Tango-hanto Peninsula) ไปสู่อ่าวมิยะซึ เกิดจากทรายที่ถูกลมและคลื่นพัดมาทับถมกัน ต้นสนจำนวนกว่า 8,000 ต้นที่เรียงเป็นทิวแถวอยู่บนสันดอนทรายขาวสะอาดตาแลดูคล้ายกับสะพานที่ทอดตัวยาวข้ามมหาสมุทร ก่อให้เกิดความงามที่หาที่เปรียบมิได้นี้ มีชื่อเรียกว่า “ฮะคุฉะ-เซโช” (Hakusha-Seisho) ซึ่งมีความหมายว่า “ทรายขาวและสนเขียว” และถูกยกให้เป็น 1 ใน 3 สถานที่ที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น เช่นเดียวกับมิยะจิมะ (Miyajima) ในจังหวัดฮิโรชิมะ และมัตสึชิมะ (Matsushima) ในจังหวัดมิยะงิ นอกจากนี้ยังกล่าวกันว่าหากใครก้มตัวลงแล้วมองดูวิวแห่งนี้ลอดหว่างขา จะเห็นภาพอะมะโนะฮะชิดะเตะดูคล้ายกับเป็นสะพานสู่สรวงสวรรค์เลยทีเดียว

สะพานที่เชื่อมบริเวณนี้เข้ากับฝั่งมิยะซึเป็นสะพานที่สามารถหมุนให้เรือลอดผ่านได้ นอกจากนี้ยังมีเคเบิ้ลคาร์ให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวบนยอดเขาใกล้เคียง ซึ่งจะได้เห็นความงามในอีกมุมหนึ่งที่แตกต่างไปจากวิวท้องทะเล ในคืนฤดูร้อนจะมีการประดับคบเพลิงตามแนวสันทราย ก่อให้เกิดเป็น “สะพานแห่งไฟ” (Bridge of Fire) แสงไฟจากคบเพลิงสาดส่องขึ้นสู่ท้องฟ้าในยามค่ำคืนแลดูสุกสกาวคล้ายหมู่ดาวท่ามกลางจักรวาลอันเวิ้งว้าง เกิดเป็นภาพสะท้อนบนผิวน้ำทะเลดูราวกับภาพดอกไม้ไฟในความฝันเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าหากได้แช่บ่อน้ำพุร้อนที่ อะมะโนะฮะชิดะเตะอนเซ็น ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียง ก็จะช่วยให้ผิวสวยได้อีกด้วย

จากโตเกียว: (รถไฟ) 2 ชั่วโมง 15 นาที สู่สถานี Kyoto โดยรถไฟ JR Tokaido Shinkansen (Nozomi) และ 2 ชั่วโมงจาก Kyoto สู่สถานี Ama-no-hashidate โดยรถไฟ JR San’in Tango Discovery Line (Limited Express)
*จาก Tokyo ไป Kyoto ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 45 นาทีโดยรถไฟ Hikari Shinkansen
จากโอซาก้า: (รถไฟ) 28 นาทีสู่สถานี Kyoto โดยรถไฟ JR Tokaido Line (new rapid service)
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/location/spot/natuscen/amanohashidate.html

เนินทรายทตโตริ (Tottori Sand Dunes)

(จังหวัดทตโตริ ภูมิภาคชูโงะคุ)

– เนินทรายธรรมชาติที่สวยงามชวนตะลึงจากการสร้างสรรค์ของเม็ดทรายและสายลมตลอด 100,000 ปี –

เนินทรายทตโตริ (Tottori Sand Dunes) อยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดทตโตริ เกิดจากเถ้าภูเขาไฟไดเซน (Mt. Daisen) ที่ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำเซนได (Sendai River) ถูกลมจากทะเลญี่ปุ่นพัดมาทับถมกันเป็นเวลานานนับแสนปี จนกลายเป็นเนินกว้างจากเหนือจรดใต้เป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร และยาวจากตะวันออกจรดตะวันตก 16 กิโลเมตร ซึ่งนับเป็นเนินทรายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

ในบางครั้งเราจะได้เห็นแอ่งลึก 40 เมตร เนินสูง 50 เมตรจำนวนมากเรียงรายเป็นระลอกสลับซับซ้อน ซึ่งเป็นผลงานสร้างสรรค์โดยลมธรรมชาติ และในบางครั้งก็จะเห็นมวลทรายที่เคลื่อนตัวลงมาตามเนินเหล่านี้ดูราวกับหิมะถล่ม ความงามอันน่าอัศจรรย์นี้ดูจะเปลี่ยนรูปอยู่เสมอ และเมื่อขึ้นลิฟต์ไปถึงจุดสูงสุด เราก็จะได้เห็นภาพท้องทะเลและผืนทรายที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ซึ่งนับเป็นภาพที่สวยงามหาดูได้ยากอย่างแท้จริง

นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถเที่ยวชมจากบนหลังอูฐหรือจากบนรถม้าได้อีกด้วย อีกทั้งจะสนุกสนานกับการเล่นร่มร่อน (paragliding) และแซนด์บอร์ด (sandboarding) ไปพร้อมๆ กับการชมความงามของเนินทรายได้เช่นกัน

จากโตเกียว: (เครื่องบิน) 1 ชั่วโมง 10 นาทีจาก Haneda Airport สู่ Tottori Airport และ 19 นาทีจาก Tottori Airport สู่สถานี Tottori โดยรถบัส
จากโอซาก้า: (รถไฟ) 2 ชั่วโมง 30 นาที สู่สถานี Tottori โดยรถไฟ Chizu Kyuko Line “Super Hakuto” (limited express) และ 20 นาทีจากสถานี Tottori สู่ Tottri-sakyu โดยรถบัส
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/spot/natuscen/tottorisakyu.html

มิยะจิมะ (Miyajima Area)

(จังหวัดฮิโรชิมะ ภูมิภาคชูโงะคุ)

– ความงามที่ลงตัวของภูเขาน้อยใหญ่ ท้องทะเล และสิ่งก่อสร้างสีแดงสด หมู่เกาะแห่งทะเลเซะโตะอุจิและภูเขามิเซ็น –

เกาะมิยะจิมะ (Miyajima Island) เป็นชื่อที่นิยมเรียกกันทั่วไปของเกาะอิทซึคุชิมะ (Itsuku-shima Island) อยู่ที่เมืองฮัทซึกะอิจิ (Hatsukaichi City) ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของฮิโรชิมะ มีทัศนียภาพสวยงามด้วยภูเขา ทะเล และอาคารศาลเจ้าสีแดงสดมากมาย ซึ่งก่อให้เกิดเป็นความงามที่ลงตัว และตัวเกาะได้รับการยกย่องให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ กล่าวกันว่าที่นี่คือ 1 ใน 3 สถานที่ที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น ร่วมกันกับมัตสึชิมะ (Matsushima) ในมิยะงิ และอะมะโนะฮะชิดะเตะ (Ama-no-hasidate) ในเกียวโต ศาลเจ้าอิทซึคุชิมะ (Itsuku-shima-jinja Shrine) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 593 ซึ่งเป็นปีที่จักรพรรดินีซุยโกะ (Empress Suiko) ขึ้นครองบัลลังก์ แต่ตัวเกาะมิยะจิมะนั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานในฐานะที่เป็นที่เคารพบูชาของผู้คนมาแต่โบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูเขามิเซ็น (Mt. Mi-sen) ซึ่งสูงเด่นเป็นสง่าอยู่ใจกลางเกาะ และได้รับการเคารพบูชาและปกป้องจากผู้มีอำนาจและบรรดาศักดิ์ทั้งหลายตลอดมา

สวนโมมิจิดะนิ (Momiji-dani Park) หรือสวนใบเมเปิ้ล ซึ่งมีแม่น้ำโมมิจิ-ดะนิ-งะวะ (Momiji-dani-gawa River) ไหลผ่าน เป็นสวนที่มีต้นเมเปิ้ลจำนวนมากสมชื่อ และเป็นที่ยอดนิยมสำหรับมาชมใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นกระเช้าไฟฟ้าไปบนเขามิเซ็นได้จากที่นี่ หรือจะเลือกเดินขึ้นไปตามทางเดินขึ้นเขาก็ได้เช่นกัน จากบนยอดเขาเราจะได้เห็นภาพทิวทัศน์ที่สวยงามของหมู่เกาะน้อยใหญ่ในทะเลเซะโตะใน (Seto Inland Sea) นอกจากนี้ยังมีชายหาดที่ลงเล่นน้ำได้และมีพื้นที่สำหรับแคมปิ้งอยู่มากมายรอบบริเวณเกาะ รวมถึงภาพฝูงนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มาเล่นน้ำที่เกาะแห่งนี้ในช่วงฤดูร้อน

ไฮไลท์อีกแห่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดคือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมิยะจิมะ (Miyajima Public Aquarium) ซึ่งจัดแสดงปลา 13,000 ตัว และสัตว์น้ำชนิดต่างๆอีกว่า 350 สายพันธุ์

จากโตเกียว: (เครื่องบิน) ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาทีจาก Haneda Airport สู่ Hiroshima Airport และ 45 นาทีจาก Hiroshima Airport สู่สถานี Hiroshima โดยรถบัส
(รถไฟ) ประมาณ 4 ชั่วโมงจากสถานี Tokyo สู่สถานี Hiroshima โดยรถไฟ JR Tokaido-Sanyo Shinkansen, 25 นาทีจากสถานี Hiroshima สู่สถานี Miyajima-guchi โดยรถไฟ JR Sanyo Line และเดิน 5 นาทีจากสถานี Miyajima-guchi ไปยังท่าเรือ Miyajima guchi Pire จากนั้นลงเรือเฟอร์รี่ไป 10 นาที
จากโอซาก้า: (รถไฟ): 1 ชั่วโมง 30 นาทีจากสถานี Shin-Osaka สู่สถานี Hiroshima
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/regional/hiroshima/miyajima.html

ช่องแคบนารุโตะ (Naruto Strait)

(จังหวัดโทคุชิมะ ภูมิภาคชิโกะคุ)

– สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติสุดยิ่งใหญ่แห่งคลื่นน้ำวนทรงพลังและละอองน้ำที่สาดกระเซ็น –

ช่องแคบนารุโตะ (Naruto Strait) ที่เต็มไปด้วยกระแสน้ำวนอันเชี่ยวกรากรุนแรงราวกับเครื่องเล่นในสวนสนุกแห่งนี้ เป็นช่องแคบที่อยู่ระหว่างจังหวัดเฮียวโงะและโทคุชิมะ และยังได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 100 ภูมิประเทศที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย

กระแสน้ำขึ้นลงที่เกิดจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก่อให้เกิดกระแสน้ำวนเชี่ยวกรากทรงพลังหลายจุดแตกต่างกันไปตามลักษณะทางภูมิประเทศ โดยคลื่นน้ำวนจะทวีความรุนแรงสูงสุดในสองช่วงเวลาในหนึ่งเดือน ได้แก่ในคืนเดือนมืดและคืนเดือนเพ็ญ ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงกระแสน้ำจะมีความเร็วถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเนื่องจากช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมคลื่นน้ำวนในแต่ละวันนั้นค่อนข้างไม่แน่นอน จึงควรวางแผนล่วงหน้า

ทางเดิน “อุซุโนะมิจิ” (Uzu-no-michi) นับเป็นทางเดินที่สะดวกสำหรับเดินไปชมกระแสน้ำวน สร้างอยู่ใต้สะพานโอนารุโตะ (Ohnaruto Bridge) นักท่องเที่ยวจะได้เห็นวิวที่น่าหวาดเสียวผ่านพื้นกระจกจากจุดชมวิวที่อยู่สูง 45 เมตร เหนือผิวน้ำ เสียงคำรามก้องของคลื่นน้ำวนยิ่งทำให้ภาพภูมิทัศน์ที่เห็นตรงหน้าทวีความทรงพลังยิ่งขึ้น และเนื่องจากทางเดินดังกล่าวนี้กรุผนังด้วยกระจกทั้งหมด นักท่องเที่ยวจึงสามารถชื่นชมความงามอันยิ่งใหญ่นี้ได้โดยสะดวกแม้ในช่วงที่อากาศหนาวหรือสภาพอากาศแปรปรวน นอกจากนี้ยังสามารถเลือกล่องเรือชมคลื่นน้ำวนได้ด้วยเรือ “คังรินมารุ” (Kanrinmaru) ของบริษัทอุซุชิโอะครูส (Uzushio Cruise) อีกด้วย ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินและประทับใจไปกับการล่องเรือชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และไฮไลท์ต่างๆ ของช่องแคบนารุโตะเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

ที่อยู่: Tosadomariura Aza Fukuike, Naruto-cho, Naruto City, Tokushima
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/spot/natuscen/narutostrait.html

หมู่เกาะคุจูคุชิมะ (Kujuku-shima Islands)

(จังหวัดนางาซากิ ภูมิภาคคิวชู)

– เกาะน้อยใหญ่จำนวน 208 เกาะ ท่ามกลางทิวทัศน์สลับซับซ้อนตามแนวชายฝั่งรูปฟันเลื่อย –

เกาะน้อยใหญ่ที่กระจายตัวอยู่ตามชายฝั่งด้านตะวันตกของคาบสมุทรคิตะมัตสึอุระ (Kita-Matsu-ura-hanto Peninsula) ทางตะวันตกของนางาซากินี้ มีชื่อเรียกว่าหมู่เกาะคุจูคุชิมะ (Kujuku-shima Islands) ซึ่งคำว่าคุจูคุนั้นแปลว่าเก้าสิบเก้า แต่ในความเป็นจริงหมู่เกาะนี้ประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่ทั้งหมด 208 เกาะ กระจายตัวเป็นจุดอยู่ตามแนวชายฝั่งซึ่งมีลักษณะเหมือนฟันเลื่อยยาว 25 กิโลเมตร เริ่มจากซะเซะโบะ (Sasebo) ไปจนถึงฮิระโดะ (Hirado) ก่อให้เกิดเป็นภาพทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในเขตอุทยานแห่งชาติไซไค (Saikai National Park)

เนื่องจากเกาะน้อยใหญ่เหล่านี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานแห่งชาติ ทัศนียภาพที่สวยงามและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติต่างๆ จึงได้รับการปกป้องและดูแลรักษาเป็นอย่างดี เกาะส่วนใหญ่ไม่มีผู้อยู่อาศัย ธรรมชาติบนเกาะจึงอุดมสมบูรณ์และไม่เคยต้องน้ำมือมนุษย์ ลักษณะทางภูมิศาสตร์อันสลับซับซ้อน คลื่นที่ม้วนตัวเข้าหาฝั่งอย่างนุ่มนวล ดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆ จมลงสู่ท้องทะเลอย่างช้าๆ ความงดงามแห่งธรรมชาติรอคอยให้ได้มาสัมผัส ที่หมู่เกาะมินะมิ-คุจูคุชิมะ (Minami Kujuku-shima Islands) หรือหมู่เกาะคุจูคุชิมะทางตอนใต้ใกล้กับซะเซะโบะนั้น จะมีทัศนียภาพอันงามสง่าอ่อนหวานราวสตรี แต่สำหรับทางตอนเหนือของหมู่เกาะใกล้กับฮิระโดะนั้น ทัศนียภาพที่ได้เห็นจะให้ความรู้สึกแข็งกร้าวและยิ่งใหญ่ราวกับบุรุษ

ในตัวเมืองซะเซะโบะ (Sasebo City) มีจุดชมวิวอยู่หลายแห่ง ที่นักท่องเที่ยวจะได้รื่นรมย์กับภาพของหมู่เกาะเขียวขจีสวยงามล่องลอยอยู่ท่ามกลางทะเลลึกสีเข้ม รวมทั้งทัศนียภาพที่สวยงามของเทงไคโฮ (Tenkaiho), ฟุนะโคะชิ (Funakoshi), ภูเขาอิชิดะเกะ (Mt. Ishidake) และภูเขาฮิยะมิสุ-ดะเกะ (Mt. Hiyamizudake) นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือจาก Saikai Pearl Sea Resort ในคะชิมะเอะโจ (Kashimaecho) เป็นเวลา 50 นาที เพื่อเพลิดเพลินกับความงามของหมู่เกาะและท้องทะเลได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

จากโอซาก้า: (เครื่องบิน) 1 ชั่วโมง 10 นาที จาก Itami Airport สู่ Nagasaki Airport
จากโตเกียว: (เครื่องบิน) 1 ชั่วโมง 50 นาทีจาก Haneda Airport สู่ Nagasaki Airport และ 1 ชั่วโมง 20 นาทีจาก Nagasaki Airport สู่สถานี Sasebo โดยรถบัส และต่อรถบัสจากสถานี Sasebo ไปยัง Kujuku-shima
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/spot/natuscen/kujukushima.html

ภูเขายุฟุ (Mt. Yufu)

(จังหวัดโออิตะ ภูมิภาคคิวชู)

ภูเขายุฟุ (Mt. Yufu) เป็นภูเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของยุฟุอิน (Yufuin) สูง 1,584 เมตร และมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “บุงโงะฟูจิ – ภูเขาฟูจิแห่งโออิตะ” (Bungo Fuji – Mt.Fuji of Oita) อันเนื่องมาจากความงามของยอดเขาสองยอดเคียงคู่กัน ภูเขายุฟุนี้เป็นแลนด์มาร์คแห่งหนึ่งของยุฟุอิน เส้นทางเดินป่าหรือเทรคกิ้งที่นี่ก็ค่อนข้างง่ายแม้แต่สำหรับมือใหม่ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถพิชิตยอดเขาได้ในเวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง เมื่อมองลงมาจากยอดเขาก็จะได้ตื่นตะลึงกับทัศนียภาพที่สวยงามยิ่งใหญ่ ขอแนะนำให้เริ่มออกเดินตั้งแต่เช้า แล้วไปทานอาหารกลางวันบนยอดเขา และลงแช่อนเซ็นเพื่อผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าเมื่อกลับมาถึงที่พัก รับรองว่าจะกลายเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในการเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นอย่างแน่นอน

ที่อยู่: Yufu-shi, Oita
การเดินทาง: (รถบัส) จากสถานี Yufuin บนรถไฟ JR Kyudai Main Line ขึ้นรถ Kamenoi Bus มาลงที่ Yufu Tozanguchi (ใช้เวลาประมาณ 15 นาที)
(รถยนต์) ใช้ทางด่วน Oita Expressway ลงที่ทางออก Yufuin แล้วขับต่อไปประมาณ 20 นาทีจนถึงประตูทางเข้าเส้นทางเดินเขา
[ที่จอดรถ] ที่จอดฟรี 30 คัน และที่จอดแบบชำระค่าจอด 70 คัน
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/spot/natuscen/mtyufu.html

ทะคะจิโฮะ (Takachiho Area)

(จังหวัดมิยะซะกิ ภูมิภาคคิวชู)

– น้ำตกที่ไหลลดหลั่นลงมาเป็นชั้นๆ จากหน้าผาสูงชัน หมู่บ้านแห่งเทพนิยายปรัมปรา และโยะคะงุระหรือดนตรีและการร่ายรำอันศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ –

ทะคะจิโฮะ (Takachiho) อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดมิยะซะกิ ใจกลางเทือกเขาน้อยใหญ่ในคิวชู เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่บนเขตชายแดนระหว่างจังหวัดโออิตะกับจังหวัดคุมะโมโตะซึ่งมีแม่น้ำโกะคะเสะ (Gokase River) ไหลผ่าน

หุบเขาทะคะจิโฮะ (Takachiho Gorge) เป็นหุบเขารูปตัววีที่เกิดจากลาวาที่ไหลจากการปะทุของภูเขาไฟอะโสะ (Mt. Aso) ถูกกัดกร่อนโดยแม่น้ำโกะคะเสะ หน้าผาสูงชันสีแดงเรื่อซึ่งตระหง่านอยู่ทั้งสองฝั่งของหุบเขาทอดตัวยาวไกลออกไป น้ำตกมะไนสูง 17 เมตรเป็นหนึ่งในไฮไลท์ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวด้วยมวลละอองน้ำมากมายราวกับก้อนเมฆ หุบเขาแห่งนี้มีเส้นทางเดินป่าระยะทาง 600 เมตร สดใสสวยงามด้วยดอกซากุระ ดอกอาซาเลีย และดอกวิสทีเรียตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิเรื่อยไปจนถึงช่วงต้นฤดูร้อน และจะถูกแต่งแต้มด้วยสีเหลืองแดงของใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถรื่นรมย์กับภาพทิวทัศน์อันงดงามได้ในทุกฤดู

หุบเขาทะคะจิโฮะได้รับการกล่าวถึงอยู่ในเทพนิยายปรัมปราและตำนานต่างๆ เกี่ยวกับกำเนิดประเทศญี่ปุ่น เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมายที่มีความเกี่ยวพันกับเทพนิยายปรัมปรา รวมถึงศาลเจ้าทะคะจิโฮะ (Takachiho Shrine), คุนิมิงะโอกะ (Kunimigaoka) และศาลเจ้าอะมะโนะอิวะโตะ (Amanoiwato Shrine) โดยเฉพาะที่ศาลเจ้าทะคะจิโฮะนั้น ในยามค่ำคืนจะมีแสดงการร่ายรำโยะคะงุระ (Yokagura Dance) ซึ่งเป็นศิลปะการร่ายรำโบราณที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นในเมืองนี้ คะงุระ (Kagura) คือดนตรีและการร่ายรำอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อบวงสรวงเทพเจ้าตามประเพณีโบราณ และยังมีต้นซีดาร์หลายต้นที่ล้วนมีอายุกว่า 800 ปี ยืนหยัดอยู่อย่างสง่าสงาม นอกจากนี้ทัศนียภาพของเมืองทะคะจิโฮะซึ่งโอบล้อมด้วยภูเขาน้อยใหญ่ที่มองลงมาจากยอดเขาคุนิมิงะโอกะก็สวยงามน่าอัศจรรย์เช่นกัน

จากโตเกียว: (เครื่องบิน) 1 ชั่วโมง 45 นาทีจาก Haneda Airport สู่ Miyazaki Airport และ 10 นาทีจาก Miyazaki Airport สู่สถานี Miyazaki โดนรถไฟ JR Miyazaki Airport Line
(รถไฟ) 4 ชั่วโมง 35 นาทีจากสถานี Tokyo สู่สถานี Kokura โดยรถไฟ JR Tokaido-Sanyo Shinkansen และ 3 ชั่วโมง 40 นาทีจากสถานี Kokura สู่สถานี Nobeoka โดยรถไฟ JR Nippo Line (limited express)
จากโอซาก้า: (เครื่องบิน) 1 ชั่วโมง 5 นาทีจาก Itami Airport หรือ Kansai International Airport สู่ Miyazaki Airport
(รถไฟ) 2 ชั่วโมง 30 นาทีจากสถานี Shin-Osaka สู่สถานี Kokura โดยรถไฟ JR Sanyo Shinkansen และ 3 ชั่วโมง 40 นาทีจากสถานี Kokura สู่สถานี Nobeoka โดยรถไฟ JR Nippo Line (limited express)
จากมิยะซะกิ: (รถไฟ) ขึ้นรถไฟ JR จากสถานี Miyazaki มาลงที่สถานี Nabeoka (70 นาที) จากนั้นต่อรถ Miyako bus จาก Nabeoka Bus Center มาลงที่ป้ายถัดไป
จากฟุคุโอกะ: (รถบัส) ขึ้น Express bus จาก Hakata Bus center มาลงที่ Takachiho Bus Center (3 ชั่วโมง 30 นาที)
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/regional/miyazaki/takachiho.html

ภูเขาไฟซากุระจิมะ (Sakurajima)

(จังหวัดคะโงะชิมะ ภูมิภาคคิวชู)

– คะโงะชิมะเป็นเมืองปราสาท และมีภูเขาไฟซากุระจิมะที่ยังไม่ดับอยู่ใกล้ๆ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดคะโงะชิมะด้วย นอกจากนี้ยังมีสถานที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากมายที่เกี่ยวข้องกับสงครามเพื่อฟื้นฟูพระราชอำนาจในสมัยเมจิอีกด้วย –

เมืองคะโงะชิมะ (Kagoshima City) เป็นศูนย์กลางด้านการบริหาร เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของจังหวัดคะโงะชิมะ และเป็นเมืองปราสาท (castle town) ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนไปได้ถึงศตวรรษที่ 14 ตัวเมืองรวมถึงบริเวณรอบๆ ชานเมืองตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรซัทสึมะ (Satsuma Peninsula) และหันหน้าเข้าสู่อ่าวคะโงะชิมะ (Kagoshima Bay) ซึ่งมักนิยมเรียกกันว่าอ่าวคิงโค (Kinko Bay)

ภูเขาไฟซากุระจิมะที่อยู่ใจกลางอ่าวคิงโคซึ่งยังคงปล่อยควันลอยออกมาอยู่ตลอดเวลา คือสัญลักษณ์เด่นอย่างหนึ่งของจังหวัดคะโงะชิมะ ตลอดเวลาที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ ภูเขาไฟซากุระจิมะ (ซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองคะโงะชิมะไป 4 กิโลเมตร) ได้เกิดปะทุครั้งใหญ่หลายต่อหลายครั้ง และยังคงเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ (active volcano) และเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในโลกอีกด้วย แต่เดิมซากุระจิมะเคยเป็นเกาะที่อยู่ห่างไกล แต่การระเบิดของภูเขาไฟในปี ค.ศ. 1914 ทำให้ตัวเกาะเกิดการเชื่อมต่อกับแผ่นดินคาบสมุทรโอซุมิ ทุกวันนี้เรายังคงเห็นทุ่งลาวาบนเกาะซึ่งเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่าเคยมีการระเบิดของภูเขาไฟครั้งแล้วครั้งเล่าในอดีต

ใกล้กับเกาะเล็กๆ ที่มีชื่อว่าโอะคิโกะจิมะ (Okikojima Island) คือที่ตั้งของ Sakurajima Marine Park ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มาสำรวจพื้นดินใต้ทะเล ปะการัง และชีวิตในท้องทะเล และใกล้กันยังมี Sakurajima Visitor Center – พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับการปะทุของภูเขาไฟซากุระจิมะในอดีตรวมถึงความเกี่ยวพันกับชีวิตผู้คนในท้องถิ่น นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถขึ้นไปยังจุดชมวิวยุโนะฮิระ (Yunohira Observation Lookout Point) ที่ความสูง 373 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และยังเป็นจุดที่ใกล้ที่สุดกับปากปล่องภูเขาไฟมินะมิดะเกะ (Minamidake crater) ซึ่งยังคงมีการปะทุอยู่ จากตรงนี้นักท่องเที่ยวจะได้เห็นภาพวิวพาโนรามาทั่วทั้งบริเวณรวมถึงทุ่งลาวา นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวลาวาอะริมุระ (Arimura Leva Observation Lookout Point) ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่มีทำเลดีอีกแห่งหนึ่งเช่นกัน บริเวณรอบๆ ภูเขาไฟซากุระจิมะเป็นแหล่งปลูกหัวผักกาดพันธุ์ใหญ่ที่สุดในโลก คือหัวผักกาดซากุระจิมะ (Sakurajima Daikon Raddish) และยังเป็นแหล่งปลูกผลส้มพันธุ์เล็กที่สุดในโลกคือส้มแมนดารินจิ๋วซากุระจิมะ (Sakurajima komikan Mandarin Orange) อีกด้วย

ในตัวเมืองคะโงะชิมะ มีภูเขาชิโระยะมะ (Mt. Shiroyama) สูง 107 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะสนามรบนองเลือดในยุคสงครามฟื้นฟูพระราชอำนาจสมัยเมจิ (Meiji Restoration) จากบนยอดเขาแห่งนี้เราจะได้เห็นวิวเมืองรวมทั้งอ่าวคะโงะชิมะ(Kagoshima Bay) คลื่นลมที่เงียบสงบ แลเห็นภูเขาไฟซากุระจิมะอยู่ลิบๆ และไม่ไกลจากตรงนี้มีสวนเซ็งงัง-เอ็น (Sengan-en Garden) หรือสวนอิโสะ เทเอ็น (Iso-Teien Garden) ซึ่งสร้างโดยมิตซึฮิสะ ชิมะสุ (Mitsuhisa Shimazu) ทายาทรุ่นที่ 19 แห่งตระกูลชิมะสุ (Shimazu Clan) เพื่อเป็นที่พักรับรองสำหรับปราสาทคะโงะชิมะ (Kagoshima Castle) หรือปราสาททซึรุมะรุ (Tsurumaru Castle) ที่นี่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อมาชมภูเขาไฟซากุระจิมะ และรื่นรมย์กับความงดงามของดอกซากุระในฤดูใบไม้ผลิ รวมทั้งดอกไม้ตามฤดูกาลอื่นๆ เช่น ดอกอาซาเลีย และดอกเบญจมาศ เป็นต้น รอบนอกบริเวณสวนคือพิพิธพัณฑ์โชโคะชูเซคัง (Shoko Shuseikan Museum) ภายในจัดแสดงวัตถุที่ได้รับการอนุรักษ์มากมาย โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรงงานอุตสาหกรรมในอดีต และนิคมอุตสาหกรรมที่สร้างขึ้นในสมัยเอโดะ (ศตวรรษที่ 17) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดคะโงะชิมะโดยการสร้างปืนใหญ่ ต่อเรือ และผลิตเครื่องแก้ว ที่เรียกกันว่า ซัตสึมะ คิริโกะ (Satsuma Kiriko)

ปัจจุบันนี้ท่าเรือทางตอนเหนือได้รับการพัฒนามาจนกลายเป็นสถานที่หลักในการจัดงานอีเว้นท์ต่างๆ ในฤดูร้อนจะมีการจัดแสดงดอกไม้ไฟจำนวนมากถึง 13,000 ชุด และยังมีการจัดแสดงคอนเสิร์ตและล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกดินอีกด้วย สำหรับในฤดูใบไม้ร่วงจะมีการจัดงานเทศกาลโอะฮะระ (Ohara Festival) และในงานจะมีการแสดงการร่ายรำไปตามถนนสายหลักในเมืองโดยผู้คนจำนวนมากถึง 20,999 คน ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาชมเทศกาลนี้มากถึงกว่า 600,000 คนในทุกปี

จากโตเกียว: (เครื่องบิน) 1 ชั่วโมง 50 นาที จาก Haneda Airport สู่ Kagoshima Airport
(รถบัส) 40 นาทีจาก Kagoshima Airport สู่ JR Kagoshima Chuo (Central)
จากโอซาก้า: (เครื่องบิน) 1 ชั่วโมง 10 นาที จาก Itami Airport สู่ Kagoshima Airport
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/location/regional/kagoshima/kagoshimashi.html

เกาะทะเคะโทะมิจิมะ (Taketomi-jima Island)

(จังหวัดโอกินาวะ ภูมิภาคโอกินาวะ)

– ประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น เต็มไปด้วยสถานที่น่าสนใจมากมายทั้งอุทยานแห่งชาติกึ่งเขตร้อนแห่งเดียวในญี่ปุ่น และบ้านเรือนมุงหลังคากระเบื้องสีแดงซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของโอกินาวะในสมัยก่อน –

หมู่เกาะยะเอะยะมะ (Yaeyama Islands) เป็นกลุ่มเกาะที่อยู่ห่างจากเกาะหลักโอกินาวะ (Okinawa Main Island) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะทาง 450 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยเกาะอิชิงะคิจิมะ (Ishigakij-jima), เกาะอิริโอะโมะเตะจิมะ (Iriomote-jima), เกาะทะเคะโทะมิจิมะ (Taketomi-jima), เกาะโคะฮะมะจิมะ (Kohama-jima), เกาะคุโระชิมะ (Kuro-shima), เกาะฮะเทะรุมะจิมะ (Hateruma-jima), เกาะโยะนะงุนิจิมะ (Yonaguni-jima) และอื่นๆ อีกหลายเกาะ

เกาะอิริโอะโมะเตะจิมะ เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองในโอกินาวะรองจากเกาะหลัก ตั้งอยู่ห่างจากเกาะอิชิงะคิจิมะไปทางทิศตะวันตกเป็นระยะทาง 18 กิโลเมตร กว่า 90% ของพื้นที่ปกคลุมไปด้วยป่าดงดิบกึ่งเขตร้อน เกาะนี้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติ (Quasi-National Park) เนื่องจากมีพันธุ์ไม้และสัตว์หายากอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น แมวป่าอิริโอะโมะเตะ ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นสัตว์คุ้มครองพิเศษ นอกจากนี้บริเวณลุ่มแม่น้ำนะคะมะงะวะ (Nakama-gawa River) และอุระอุชิงะวะ (Ura-uchi-gawa River) ที่มีป่าชายเลนขึ้นอยู่หนาแน่น ก็ยังมีเส้นทางล่องเรือเล็กและเรือแคนูให้นักท่องเที่ยวได้เต็มอิ่มกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติอีกด้วย

บนเกาะทะเคะโทะมิจิมะ ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะอิชิงะคิจิมะไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร เราจะได้เห็นมุมหนึ่งของโอกินาวะซึ่งยังคงสภาพเดิมสมัยก่อนที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนหลังคามุงกระเบื้องสีแดงล้อมรอบด้วยกำแพงหิน และการนั่งรถลากเทียมควายตระเวนชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ก็เป็นกิจกรรมยอดนิยมอีกอย่างสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเกาะแห่งนี้ นอกจากนี้ทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะก็ยังมีหาดสำคัญของโอกินาวะอีก 2 หาด ได้แก่หาดโฮะชิซุนะโนะฮะมะ (Hoshizuna-no-hama Beach) ซึ่งเป็นหาดที่ปกคลุมด้วยเม็ดทรายรูปดาว และอีกหาดหนึ่งซึ่งเป็นชายหาดน้ำตื้นที่สวยงาม

เกาะโคะฮะมะจิมะ เป็นเกาะที่มีทัศนียภาพเรียบง่ายของไร่อ้อยและฟาร์มปศุสัตว์จำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีรีสอร์ทสวยทันสมัยหลายแห่ง ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชั้นเยี่ยมสำหรับผู้ที่พิสมัยการเล่นกอล์ฟและกีฬาทางน้ำต่างๆ

อุตสาหกรรมหลักของเกาะคุโระชิมะคือการผลิตเนื้อวัว ที่นี่มีฟาร์มเลี้ยงวัวจำนวนมาก โดยมีจำนวนวัวมากเป็นอัตราส่วนถึง 10 ตัวต่อผู้อยู่อาศัย 1 คนเลยทีเดียว และชายหาดทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะก็เป็นจุดดำน้ำตื้น (snorkeling) ชั้นดีที่เราจะได้เห็นปลาหลายชนิดหลากสีสันอีกด้วย

เกาะฮะเทะรุมะจิมะ อยู่ห่างจากเกาะอิชิงะคิจิมะไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะทาง 63 กิโลเมตร เป็นเกาะที่ตั้งอยู่ทางใต้สุดของญี่ปุ่นและมีผู้คนอาศัยอยู่ บนเกาะนี้มีภูเขาซึ่งถูกกำหนดให้เป็นจุดที่อยู่ใต้สุดของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่มากมายรวมถึงหอคอยดูดาวซึ่งในฤดูร้อนเราจะสามารถมองเห็นกลุ่มดาวกางเขนใต้ (Southern Cross) ด้วยตาเปล่าอีกด้วย

ในทางกลับกัน เกาะโยะนะงุนิจิมะ เป็นเกาะที่อยู่ออกไปทางทิศตะวันตกมากที่สุดของญี่ปุ่น ห่างจากเกาะอิชิงะคิจิมะเป็นระยะทาง 117 กิโลเมตร และห่างจากไต้หวันเพียง 111 กิโลเมตร โดยอยู่ตรงจุดที่เป็นชายแดนระหว่างญี่ปุ่นกับไต้หวัน นอกจากนี้ ห่างจากชายฝั่งทางใต้ของเกาะไป 100 เมตรก็เป็นจุดที่มีซากปรักหักพังจมอยู่ใต้ท้องทะเล จึงเป็นจุดดำน้ำที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ปัจจุบันยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าซากใต้ท้องทะเลนี้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติหรือเกิดจากฝีมือมนุษย์กันแน่

จากโตเกียว: (เครื่องบิน) 3 ชั่วโมง 25 นาที จาก Haneda Airport สู่ Ishigaki Airport
จากนาฮะ: (เครื่องบิน) 1 ชั่วโมง 35 นาที สู่ Yonaguni Airport และ 30 นาที สู่ Ishigaki Airport
จากท่าเรือ Ishigaki Port Rito Terminal: 30 นาทีสู่ท่าเรือ Ohara (ทางตะวันออกสุดของเกาะ Iriotome-jima) 10 นาที สู่เกาะTaketomi-jima, 30 นาทีสู่เกาะ Kohama-jima และเกาะ Kuro-shima, 60 นาทีสู่เกาะ Hateruma-jima โดยเรือด่วน
จากโอซาก้า: (เครื่องบิน) 2 ชั่วโมง 50 นาที จาก Kansai International Airport สู่ Ishigaki Airport
แหล่งข้อมูล: http://www.jnto.go.jp/eng/regional/okinawa/yaeyama.html

20 สถานที่ไฮไลท์ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นที่ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้เต็มอิ่มไปกับธรรมชาติอันสวยงามน่าอัศจรรย์ และน่าจะหาโอกาสไปเยือนให้ได้สักครั้งเพื่อเก็บภาพความประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใครเล่นกล้องหรือชอบถ่ายรูปลงเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ค รับรองว่าจะได้ภาพสวยๆ ไว้อวดเพื่อนหลายภาพเลยทีเดียว หากใครกำลังวางแผนจะไปเที่ยวญี่ปุ่นก็สามารถเลือกสถานที่ที่จะไปได้จาก 20 วิวธรรมชาติที่ได้รับการเลือกสรรมาในบทความนี้ แล้วจะได้ตื่นตาตื่นใจกับความงามอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติในญี่ปุ่นอย่างแน่นอน