ผลไม้ญี่ปุ่นในฤดูต่างๆ

ผลไม้ญี่ปุ่นในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน

หมู่เกาะญี่ปุ่นกินอาณาเขตตั้งแต่เหนือจรดใต้ จึงหมายความว่าแต่ละภูมิภาคมีสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันและญี่ปุ่นได้รับประโยชน์อย่างมากจากการเปลี่ยนฤดู ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนี้ แต่ละท้องถิ่นได้พัฒนาอาหารอร่อยขึ้นมากมาย ซึ่งอาหารท้องถิ่นเหล่านี้และอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิมอย่างซูชิ และเท็มปุระ ได้ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมอาหารที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของญี่ปุ่น

สตรอว์เบอร์รี

ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ผลิตและบริโภคสตรอว์เบอร์รีมากที่สุดในโลก โดยสตรอว์เบอร์รีของญี่ปุ่นมีสีสันและรูปทรงที่โดดเด่นมากและยังมีผลผลิตเกือบตลอดทั้งปี แต่ฤดูที่ให้ผลผลิตดีที่สุดคือตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม คุณสามารถหาซื้อสตรอว์เบอร์รีได้ที่ร้านขายผลไม้ ร้านขายผักผลไม้สด หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต (ขนาดบรรจุ 10 กว่าลูกราคาประมาณ 500 เยน) ไร่สตรอว์เบอร์รีทั่วญี่ปุ่นเปิดให้เก็บสตรอว์เบอร์รีได้ในฤดูนี้ ซึ่งผลสตรอว์เบอร์รีที่เด็ดสดๆ จากต้นมีรสชาติที่ยอดเยี่ยมมาก (ค่าเข้าอยู่ที่ประมาณ 1,500 เยนต่อคนสำหรับผู้ใหญ่ โดยคุณสามารถกินสตรอว์เบอร์รีเท่าไหร่ก็ได้ในเวลาที่จำกัด) พันธุ์สตรอว์เบอร์รีที่แนะนำ คือ เนียวโฮ และโทโยนะกะ ซึ่งทั้งสองพันธุ์นี้มีรสหวานและเปรี้ยวกำลังดี รสชาติที่อร่อยเหลือเชื่อจะกระจายไปทั่วปากเมื่อคุณกัดผลสตรอว์เบอร์รี บางคนกินสตรอว์เบอร์รีกับน้ำตาล นม หรือโยเกิร์ต แต่ทุกวันนี้สตรอว์เบอร์รีส่วนใหญ่หวานพอที่จะล้างแล้วหยิบเข้าปากได้เลย

เมล่อน

ภาพลักษณ์ของเมล่อนที่ญี่ปุ่นคือผลไม้ราคาแพง และมักซื้อให้กันเป็นของเยี่ยมคนป่วยที่ มัสค์เมล่อน (Musk melons) จะปลูกอย่างระมัดระวังในเรือนกระจกที่ควบคุมอุณหภูมิอย่างดี ซึ่งบางลูกมีราคาขายกว่า 10,000 เยนเลยทีเดียว มัสค์เมล่อนมีรสชาติหอมหวานสมชื่อและมีปลูกในญี่ปุ่นเท่านั้น และลูกที่ขายในร้านขายผลไม้จะมีตราประทับบอกวันที่มีรสชาติดีที่สุด ถ้าคุณไม่อยากซื้อเมล่อนทั้งลูกแต่อยากชิมรสชาติ ให้มองหาเค้กที่ใช้มัสค์เมล่อนซึ่งวางขายในร้านขนมอบ เมล่อนที่ราคาถูกลงมาก็มี เช่น อันเดะสึเมล่อน (ต่ำกว่า 1,000 เยน) ซึ่งมีลายตาข่ายสีขาวบนผิวเหมือนกับมัสค์เมล่อน และปริ้นซ์เมล่อน (ประมาณ 500 เยน) ซึ่งมีผิวสีเขียวซีดๆ ไม่มีลายตาข่าย และมีเนื้อสีส้ม เมล่อนทั้งหมดนี้มีรสจัดทั้งสิ้น ฤดูเมล่อนเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม แต่มัสค์เมล่อนจะมีวางขายตลอดทั้งปี

เชอร์รี่

เชอร์รี่เป็นผลไม้ต้นฤดูร้อนยอดนิยม ร้านขายผลไม้และซุปเปอร์มาร์เก็ตจะวางขายเชอร์รี่เป็นแพ็คตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงกรกฎาคม โดยมีราคาเริ่มต้นประมาณ 500 เยนต่อแพ็ค อเมริกันเชอร์รี่สีแดงอมม่วงที่ปลูกในสหรัฐฯ เป็นที่นิยมในญี่ปุ่น ส่วนพันธุ์ซะโตะ-นิชิกิที่มีสีแดงสดกว่าก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน เพราะเป็นเชอร์รี่ที่ฉ่ำ มีน้ำมาก และมีรสหวานอมเปรี้ยวกำลังดี แต่หากเป็นเชอร์รี่ลูกใหญ่เกรดดีแล้วละก็ บางครั้งกล่องขนาด 80 ลูกก็มีราคาสูงถึงกว่า 10,000 เยนเลยทีเดียว เชอร์รี่จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “อัญมณีสีแดง” เชอร์รี่จะมีรสชาติดีที่สุดเมื่อกินดิบๆ เพราะหัวใจคือความสด ฉะนั้นจึงควรรีบกินให้เร็วที่สุด อย่าทิ้งไว้นาน ร้านต่างๆ จะพยายามขายเชอร์รี่ให้หมดภายในวันนั้นและมักลดราคาลงก่อนปิดร้าน ดังนั้นถ้าคุณชอบของถูก อย่าพลาดซื้อเชอร์รี่ในช่วงเวลานี้

ลูกพีช

ชาวญี่ปุ่นนิยมลูกพีชสีเหลืองในน้ำเชื่อมแบบกระป๋องมากและมักนำมาใช้ทำเค้ก อย่างไรก็ตามลูกพีชที่นำมาแปรรูปมักจะนำเข้ามาจากต่างประเทศ ดังนั้นถ้าคุณต้องการลิ้มรสลูกพีชพันธุ์พื้นเมืองของญี่ปุ่น ก็ต้องไปซื้อจากร้านขายผลไม้ ร้านขายผัก หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตในฤดูลูกพีชตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงกันยายน (ลูกละประมาณ 200 เยน) ลูกพีชพันธุ์ฮะคุโตะถือเป็นพันธุ์ที่ดีที่สุด มีเนื้อสีขาวฉ่ำและหวานจัด ให้รสชาติอร่อยนุ่ม นอกจากนี้ ลูกพีชพันธุ์ฮะคุโฮะก็มีเนื้อสีขาวและหวานจัดเช่นกัน แต่มีซ่อนเปรี้ยวนิดๆ เป็นที่ขึ้นชื่อในเรื่องสีสันภายนอกในสวยงาม เปลือกของลูกพีชที่สุกเต็มที่สามารถใช้มือปอกได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้ายังปอกไม่ได้ ให้นำไปแช่ในน้ำอุ่นก่อน

แตงโม

แตงโมซึ่งมีฤดูเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม เป็นผลไม้ฤดูร้อนที่พบมากที่สุดของญี่ปุ่น การละเล่นซุยกะ-วะริ (เกมตีแตงโม) ที่เล่นบนชายหาดเป็นความบันเทิงในฤดูร้อนอย่างหนึ่งของชาวญี่ปุ่น คนที่ถูกปิดตาจะต้องพยายามใช้ไม้ตีแตงโมให้แตก ขณะที่คนอื่นๆ จะคอยตะโกนบอกทางให้ ลักษณะของแตงโมในญี่ปุ่นมีตั้งแต่ทรงกลม ทรงรี มีหรือไม่มีลายทาง และมีเนื้อสีแดง เหลือง หรือส้ม ร้านขายผลไม้และร้านขายผักจะขายแตงโมเป็นลูก (ลูกละ 1,000-2,000 เยน) ส่วนในซุปเปอร์มาร์เก็ตมักจะผ่าขายเป็นเสี้ยว (เสี้ยวละประมาณ 500 เยน) ซึ่งแนะนำให้ซื้อแบบนี้ถ้าคุณเพียงแค่อยากลองชิมรสชาติ แตงโมที่มีเมล็ดสีดำสนิทและมีช่องว่างรอบเมล็ดน้อยจะมีรสชาติดีที่สุด ถ้าคุณจะซื้อแตงโมทั้งลูก ลองใช้มือเคาะเบาๆ ถ้าได้ยินเสียงแน่นชัดเจน แปลว่าใช้ได้ นอกจากนี้ ถ้าโรยเกลือบนแตงโมเล็กน้อยจะช่วยดึงความหวานออกมาได้มากขึ้น

ผลไม้ญี่ปุ่นในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว

สาลี่

สาลี่ญี่ปุ่นเป็นสาลี่เนื้อทราย ซึ่งคุณก็พอนึกออกว่าเนื้อจะค่อนข้างหยาบและมีความกรอบ สิ่งที่น่าสนใจคือสาลี่ประเภทนี้สามารถเก็บแล้วกินได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้สุก มีขายในร้านขายผลไม้และร้านขายผักตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมซึ่งเป็นฤดูเก็บเกี่ยว (ลูกละประมาณ 100 เยน) เมื่อพูดถึงสาลี่ญี่ปุ่น หลายคนอาจนึกถึงนิจุสเซกิ (แปลว่าศตวรรษที่ 20 เป็นพันธุ์ใหม่ที่เริ่มปลูกเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 และตั้งชื่อตามความหวังในศตวรรษใหม่) ซึ่งมีการส่งออกไปต่างประเทศและมีเปลือกสีเขียวเหลือง เนื้อสาลี่พันธุ์นี้จะเรียบเนียน มีรสชาติสดชื่นอมเปรี้ยวเล็กน้อย และมีน้ำมาก จึงเป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่น นอกจากพันธุ์นิจุสเซกิแล้ว พันธุ์โคะซุยุและโฮะซุยุที่มีเปลือกสีน้ำตาลแดงก็เป็นที่นิยมเช่นกัน เพราะมีรสชาติหวานกว่าพันธุ์นิจุสเซกิและมีรสจัด

ลูกพลับ

ลูกพลับเป็นผลไม้ในฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่น มีทั้งชนิดหวานและฝาด พันธุ์ที่พบมากที่สุดสองพันธุ์ คือ พันธุ์ฟุยุงะกิ ซึ่งมีเนื้ออ่อนนุ่มและหวานฉ่ำมาก และพันธุ์จิโระงะกิซึ่งมีเนื้อแน่นและกรอบ (ราคาประมาณ 100 เยนต่อลูก) กว่าครึ่งของลูกพลับที่มีขายในฤดูเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงธันวาคมจะเป็นพันธุ์ฟุยุงะกิ ซึ่งมักกินเป็นของหวาน ถ้าเป็นลูกพลับชนิดหวาน คุณสามารถใช้มีดปอกเปลือก เอาเมล็ดออก ตัดเป็นชิ้นๆ แล้วทานได้เลย แต่ถ้าเป็นชนิดฝาดจะทานเลยไม่ได้ คุณต้องปอกเปลือกและนำไปตากแห้งก่อนด้วยวิธีตากแดดหรือผิงไฟ เพื่อกำจัดความฝาดออกไป ซึ่งเมื่อนำไปตากแห้ง น้ำตาลในลูกพลับจะตกผลึกและมีความหวานมากขึ้น ลูกพลับแห้งหาซื้อได้ที่ร้านขายผลไม้ ภูมิภาคต่างๆ ทั่วญี่ปุ่นจะมีโฮะชิงะกิ (ลูกพลับแห้ง) ของตนเองที่ทำจากพันธุ์ต่างๆ ที่มีในภูมิภาคนั้น ถ้ามีโอกาสท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ อย่าลืมมองหาลูกพลับแห้งพวกนี้ (โฮะชิงะกิ 1 แพ็คขนาด 20 ลูกราคาตั้งแต่ 2,000-3,000 เยน)

แอปเปิ้ล

ที่ร้านขายผลไม้ ร้านขายผัก และซุปเปอร์มาร์เก็ตจะเริ่มวางขายแอปเปิ้ลประมาณเดือนพฤศจิกายน (ราคาเริ่มต้นลูกละ 100 เยน) ชาวยุโรปนิยมกินแอปเปิ้ลสีเหลืองหรือเขียว แต่ชาวญี่ปุ่นชอบแอปเปิ้ลสีแดงมากกว่า แอปเปิ้ลพันธุ์ฟูจิมีเปลือกสีแดงสดสวยงาม และมีจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งหมดในญี่ปุ่น แอปเปิ้ลพันธุ์นี้มีรสหวานฉ่ำและมีเนื้อแน่นกรอบซึ่งบางครั้งจะมีมิตสึ (น้ำหวาน) อยู่ด้วย แอปเปิ้ลที่เรียกว่าซันฟูจิ ซึ่งมีเปลือกสีแดงสดน้อยกว่า ก็พบได้บ่อยเช่นกัน แม้ภายนอกจะดูไม่น่ากินเท่าพันธุ์ฟูจิ แต่เนื่องจากได้รับแสงแดดมากตอนปลูก จึงมีความหวานมากกว่าและรสจัดกว่า แอปเปิ้ลสีเขียวเหลืองที่ชาวญี่ปุ่นนิยมมากที่สุดคือพันธุ์โอริน ซึ่งมีรสหวานจัดและอมเปรี้ยว คุณจะกินแอปเปิ้ลแบบปอกเปลือก เอาแกนออก และหั่นออกเป็น 6-8 ชิ้น หรือจะล้างแล้วกัดโดยไม่ปอกเปลือกเพื่อสัมผัสความอร่อยแท้ๆ ของแอปเปิ้ลก็ได้

ส้มจีน

คุณแค่ใช้มือแกะเปลือกส้มจีนออกก็ทานได้เลยและยังแทบไม่มีเมล็ดอีกด้วย คุณสามารถกินส้มได้ทุกที่ ดังนั้นถ้าเห็นวางขายที่ร้านขายผักหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต อย่าพลาดซื้อมาลองสักลูก พันธุ์อุนชู-มิคังซึ่งเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงจนถึงฤดูหนาว (ช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงจะมีเปลือกสีเขียว แล้วจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีส้ม) จะแบ่งใส่ถุงพลาสติกขายถุงละ 8-10 ลูก (ประมาณ 400-600 เยน) ส้มพันธุ์อุนชู-มิคังเป็นส้มจีนที่นิยมที่สุดในญี่ปุ่น มีเนื้อนุ่มฉ่ำ การกินส้มอุนชู-มิคังขณะนั่งที่โคะทัตสึ (โต๊ะเล็กๆ ที่มีเครื่องทำความร้อนอยู่ข้างใต้ และมีผ้านวมคลุมด้านบน) และดูโทรทัศน์ไปด้วยเป็นเรื่องปกติที่ชาวญี่ปุ่นทำในช่วงปีใหม่ของญี่ปุ่น ส่วนส้มพันธุ์โฮเซะ-มิคังซึ่งปลูกในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมสามารถหาซื้อได้ที่ตลาดเกือบตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังมีส้มจีนของญี่ปุ่นพันธุ์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น พันธุ์อิโยคังซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างส้มกับส้มจีน พันธุ์ปงคังซึ่งมีผิวหยาบและรสจัด และพันธุ์อะมะนะทสุซึ่งออกผลตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม